สนธิญาณ กลั่นความคิด ชีวิตคือการเดินทาง... "ถ้าเป็นปลาก็ต้องพยายามเป็นปลาว่ายทวนกระแสกิเลส"!! ตามรอยครูบาอาจารย์ ตามรอยบาทพระศาสดา!!

Publish 2017-08-07 18:08:45



(บทความพิเศษจาก สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม)

ชีวิตคือการเดินทาง ๑
หลายคนมี "นิยาม" ไม่เหมือนกัน แต่ "ความจริง" ของทุกชีวิตคือการเดินทางที่ไม่เคยมีที่สิ้นสุด และ "เรา"ทุกคน ก็ไม่เคย"สำนึก" และ "ฟัง" คำสั่งสอนของ "พระพุทธเจ้า" ที่เรากราบไหว้ และยึดถือเป็นศาสดา เรา"เดินทาง"ของเราไป"ตามใจ" และ"กิเลส"ที่บงการ ไม่ต้องพูดถึง"คนที่ไม่รู้"หรือ"คนที่ไม่เคยฟัง" เพราะแม้แต่"คนที่รู้"หรือ"คนที่ฟัง"ว่า "พระพุทธเจ้า"สอนอะไร ยังแพ้ใจและกิเลสอยู่เนืองๆ "จิตเรา" จะเวียนว่ายตายเกิดไปไม่มีที่สิ้นสุด ตามผล"กรรม"ที่เรากระทำไว้ทั้ง"กาย วาจา ใจ"ไม่ว่า"ดี"หรือ"ชั่ว" เมื่อ "เกิดเป็นคน" นั่น สำคัญที่สุด เพราะมี "กายสังขาร" ที่ทำให้เราเลือกทำได้ทั้ง "กรรมดีกรรมเลว" และ ที่สำคัญคือ "สามารถ" ทำให้ตัวเอง "สิ้นสุดการเดินทาง" คือ "พ้นทุกข์" ได้
ในขณะที่ภพภูมิอื่นเมื่อ"เสวยสุข"ก็สุขอย่างเดียวจนลืมเลือนความจริง เมื่อ "เสวยทุกข์" ก็ทุกข์แสนสาหัสจนไม่รู้ว่าความสุขเป็นอย่างไร เดรัจฉาน แม้มีทั้งสุขและทุกข์แต่ "สติ" ไม่แจ่มใสที่จะนำพาตัวเองไปให้พ้นทุกข์
ชีวิตคือ"การเดินทาง"แต่เป็นการเดินทาง"ลอยไป"ตามกระแสคลื่นของกิเลสเหมือนใบไม้ลอยน้ำ ลอยไปไม่มีที่สิ้นสุด
ชีวิตคือ"การเดินทาง" แต่จะ"ว่ายทวน"กิเลส เหมือนปลาว่ายทวนน้ำ มีจุดหมายปลายทางที่ต้นน้ำ
จะ "เลือกเป็นใบไม้ หรือ เป็นปลา"
เตือนตัวเองไว้...!!!!!



ชีวิตคือการเดินทาง ๒
แม้เลือกเป็น ปลา !!!! ก็ขอให้รู้ว่าปลาว่ายน้ำได้โดยสัญชาตญาณ แต่ สิ่งที่พึงระลึก คือ สัญชาตญาณของมนุษย์นั่นกลับตรงกันข้าม กิเลส ยั่วยวนอยู่ตลอดเวลา ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั่นมันเอา รูป เสียง กลิ่น รส ความรู้สึกสัมผัส มาก่อกวนอารมณ์จิตใจเราอยู่ตลอดเวลา เราจึงมี โลภ โกรธ อยู่ตลอดเวลา ส่วนความ หลง มันติดอยู่ใน จิต เกิดมาก็ติด หลงแล้วตั้งแต่ ยึดว่าร่างกาย นี้เป็นของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของเรา อารมณ์เราจึงจมอยู่กับ โลภ ไม่ได้ดังใจก็โกรธ หนักเข้าก็ผูกใจตัวเองให้เป็นทุกข์ฟูมฟาย คร่ำครวญ ทั้งๆที่ แค่"ทำความเข้าใจ"ว่า"ความจริง"คืออะไร? เท่านั่น "ทุกข์" ก็จะพลันมลาย เพราะใจไม่ไม่ยึดเสียแล้ว 

ความจริงคือ??? "พระพุทธเจ้า"สอนว่า "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" แปลง่ายๆว่า ทุกสิ่งไม่จริง ที่เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้กลิ่น ที่ได้รส ที่ได้รู้สึก มันไม่มีอยู่จริง เดี่ยวมันก็แปรเปลี่ยนไป มันตั้งคงดำรงค์อยู่ไม่ได้ ย้ำแม้แต่ร่างกายเราเอง
ทวน..สัญชาตญาณที่สร้าง กิเลส ด้วยความเข้าใจและปล่อยวาง สิ่งที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย วิธีทำอย่างไร???

ชีวิตคือการเดินทาง ๓
การเดินทางที่แท้จริงของชีวิต คือ "การปล่อยวาง" เป็นคำพูด "ง่ายๆ" แต่ "โคตรจะทำยาก" เพราะเมื่อเกิดมาก็ถูกพันธนาการด้วย"ความหลง" ด้วยว่า "ร่างกาย" นี้ เป็นของเรา จากนั้นก็หลงต่อด้วย"เป้าหมายจอมปลอม"

เป้าหมาย เรียนให้สูง ทำงานดีๆ มีเงินมีทอง หรือมีที่"หลงมากหลงลึก"ไปกว่านั่น คือ"หลง"เป็น"คนมีอุดมการณ์" เป็น"คนดี"เป็น "คนมีธรรมะ"ฯลฯ ทั้งสิ้นทั้งปวงเมื่อเรา"ยึด"ไว้มันก็กลาย
เป็น"ความทุกข์"เป็น"ทุกข์"ท่ีไม่รู้ตัว มัน"เกาะกิน"อารมณ์เราทีละนิดละหน่อย เมื่อมี"อะไร"เข้ามา"กระทบ"ด้วยการที่เรา ไม่ได้ดังใจ

"การปล่อยวาง" คือ การรู้เท่าทัน"ความหลง"อันจอมปลอมทั้งหลาย รู้แล้วยังก็ทำใจยากถึงยากมาก ทำไงดี???
ลองฝึก"ดูลมหายใจ"ตัวเองสิ ทำทั้งในขณะที่ใช้ชีวิตในเวลาปกติที่นึกได้หรือทำแบบฝึก"สมาธิ" "สติมาปัญญาเกิด" พระพุทธองค์สอนไว้ มันคือ เมื่อเราดูลมหายใจบ่อยๆๆๆๆ สติมันก็บังเกิด สติเกิดใจก็ว่าง พอมันว่าง "ปัญญา"ก็จะเกิด ปัญญาที่ว่าถ้า "ใจคิดพิจารณา" เรื่องทางโลกทั่วไปคำตอบมันก็จะวิ่งปรู๊ดปร๊ายขึ้นในหัว แต่ถ้า"ใจคิดพิจารณา"ในเรื่อง"สัจจะ"ความจริงของชีวิตว่าเราเกิดมาทำไม เมื่อท้ายที่สุดก็ต้องเดินไปสู่ความตาย คำตอบก็จะค่อยๆได้มา แล้วมันจะนำพาไปสู่การเปลี่ยนอุปนิสัยของเรา"ใจเย็นลง" "ไม่ขี้โกรธ" "ไม่จำเป็นออกตัวหรืออธิบายเวลาใครด่าว่า" "รักเมตตาชีวิตอื่นทั้งเพื่อนมนุษย์และสัตว์ร่วมโลกทั้งหลาย" นิ่งดูลมหายใจบ่อยๆ จิตใจก็เริ่มคลี่คลาย "ความสุข จาก ไม่ทุกข์"ก็จะติดตามมา กลายเป็นคนใหม่ และถ้ายิ่งดูลมหายใจต่อไปเรื่อยๆจนจับลมหายใจได้อย่างละเอียด!!!!!

ผลที่ตามมา จะส่งผลถึงชาติหน้า จะส่งผลอย่างไร ???



ชีวิตคือการเดินทาง ๔
ชีวิตเลือกเกิดได้ แต่ต้องตายให้เป็น ได้ยินกันมาจนคุ้นหูว่า ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ ถ้าจะบอกว่า "เกิดเลือกได้" จะเชื่อไหม???
เพราะเราเห็นแต่ชีวิตเฉพาะหน้า เราจึงคิดแต่เรื่องเฉพาะหน้า พระพุทธเจ้า สอนให้เรารู้ว่า "ชีวิตของเรานั่นมันไม่ได้สั้นนะแต่ยาวไปไม่มีสิ้นสุดใน วัฏฏะสงสาร เวียนเกิดเวียนตายไม่มีสิ้นสุด
เพราะเราเกิดเป็น"คน" มี รูป(ร่างกาย) นาม(กระบวนการทางความคิดคือ วิญญาณรู้ สัญญาจำได้หมายรู้ เวทนาความรู้สึก สังขารการปรุงแต่ง) หรือขันธ์๕ ที่"หลง"ติด คิดปรุงแต่งแต่กิเลส เราจึงเห็นแต่ ชีวิตเฉพาะหน้า แม้เรามีความคิด แต่ก็คิดแค่ หล่อไหม สวยไหม รวยไหม ???? และอยากได้โน่นได้นี่มาบำรุงบำเรอร่างกาย ทั้งของภายนอกกายไปจนถึงเพศรส ไม่ได้ก็โกรธ โมโห หรือบางอย่างไม่อยากเจอ พอเจอก็ไม่พอใจ ไอ้ท่ีมีอยู่แล้วก็อยากได้เพิ่มไม่ได้ก็ร้อนรุ่มกลุ้มใจ
แต่ทั้งหมดเป็น"ความจริง"เป็น"ของจริง"ของชีวิตไหม? นั้นเป็นเรื่องที่ต้องคิดๆๆๆๆให้ลึก!!!!

"กรรม"เป็นเครื่องนำพาชีวิตของ"ทุกชีวิต"
กรรมที่มาจากความคิด คำพูด และการกระทำของร่างกาย ไม่ว่าดีหรือชั่ว นี่แหละ คือ"เครื่องมือการเดินทางของชีวิต" ทั้งใน"ปัจจุบัน"ถ้ากรรมนั่นเป็น"กรรมหนัก"หรือ "กรรมทำซ้ำๆ" และกรรมที่จะส่งผลใน"อนาคต" โดยเฉพาะกรรมท่ีจะทำให้ไป"เกิดใหม่" ซึ่งจะบังเกิดขึ้นขณะจะ"สิ้นลมหายใจ"อันเรียกว่า"อาสันนกรรม" ณ เวลานั้น ณ เวลาจะสิ้นใจจะเกิด"กรรมนิมิต"ขึ้น นั่นคือที่เราทำอะไรไว้ก็จะบังเกิดขึ้นในความคิด ไม่ว่าดีหรือชั่ว หากทำดีมากกว่าและทำบ่อยทำถี่ทำมาจนถึงเวลาสิ้นใจ "กรรมนิมิต"นั้นก็จะเกิดขึ้นในห้วงความคิด ก็จะส่งผลให้ไปเกิดใหม่สู่"สุคติ" นั่นคือเป็น"เทวดาหรือว่า"มนุษย์" ในทางกลับกันถ้าทำชั่ว"ทุคติ"เป็นที่ไป เดรัจฉาน เปรตอสุรกาย สัตว์นรก เป็นที่ไป

ชีวิตในช่วงการเป็น"คน"นั้นสั้นนัก ส่วนชีวิตในภูมิอื่นยกเว้น"เดรัจฉาน"แล้ว ยาวนานเป็นหมื่นเป็นแสนล้านเท่า อย่างนี้พอพูดได้ไหมว่าเรา"เลือกเกิดได้" ในชาติต่อไป ถ้าเลือกตายให้เป็น

ด้วยรักถึง"กัลยาณมิตร" ๒๐ ปีที่"พ่อแม่ครูอาจารย์"สอนสั่งมา ก็นำพามาเล่าต่อให้เพื่อนทั่งหลายที่"มีบุญ" !!!!! ย้ำถ้ามี"บุญ"ก็จะหนุนส่งให้นำไปสู่การ"รับฟัง"คำสอนของ"พระพุทธเจ้า"อันจะนำไปสู่สิ่งที่ดีสำหรับกัลยาณมิตรทุกคน!!!!

โดย สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม


เรียบเรียงโดย

ไญยิกา เนื่องจำนงค์


Suggess News