ตำนานที่ยังมีชีวิต!!...น้อมกราบสาธุการ “หลวงพ่อเอื้อน อตตโน” หนึ่งในเกจิแห่งลุ่มแม่น้ำป่าสัก สุดยอดของขลัง คงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม

Publish 2017-09-29 11:23:24



หนึ่งในพระเกจิอาจารย์แห่งลุ่มแม่น้ำป่าสัก ของขลังยอดเยี่ยมในด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี ทั้งเมตตามหานิยม มีประสบการณ์ให้ประจักษ์มาแล้ว

หลวงพ่อเอื้อน อตตมโน ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งในอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่นับถือของชาวบ้าน และจะได้พบเห็นในงาน

ปลุกเสกพระเครื่องและวัตถุมงคลต่างๆที่ตามวัดนิมนต์ท่านไปร่วมปลุกเสกให้บังเกิดความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ ให้มีความขลังในด้านต่างๆ เรียกว่างานไหนไม่มี หลวงพ่อเอื้อนแล้ว ดูเหมือนว่าการปลุกเสกจะไม่สมบูรณ์เอาเลย

 

 

หลวงพ่อเอื้อน อตตมโน มีนามเดิม เอื้อน นามสกุล พันธุมิตร เกิดเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ที่บ้านเลขที่ ๑ หมู่ ๖ ตำบลวังแดง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ่อแม่ของท่านประกอบอาชีพในการทำนา และพ่อของท่านยังเป็นหมอแผนโบราณมีความเชี่ยวชาญรักษาโรค ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ เล่าเรียนด้านมนต์คาถาศักดิ์สิทธิ์ ทั้งการดูฤกษ์พานาที ทำนายทายทักก็ถือว่าค่อนข้างมีคนให้ความเลื่อมใสอย่างมาก

 

หลวงพ่อเอื้อนมี พี่น้องด้วยกัน ๗ คน ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวชาวนาเหมือนชาวบ้านในละแวกเดียวกัน ชีวิตในวัยเยาว์ ท่านก็ช่วยเหลือครอบครัวเท่าที่ช่วยได้ นิสัยตอนเด็กของท่านนั้นเปี่ยมไปด้วยเมตตา ไม่เคยเอาเปรียบใคร ๆ ช่วยเหลือคนอื่น ไม่ชอบการรังแกกลั่นแกล้ง

 

ถึงท่านจะเป็นเด็กที่ มีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่กว่าคนอื่น เมื่อเข้าเรียนหนังสือท่านยิ่งไม่ชอบการเอาเปรียบและกลั่นแกล้ง ใครจะมาแกล้งท่าน ท่านก็ไม่ยอมใครเหมือนกัน อยู่ไปนานวันเข้าก็ไม่มีใครมารังแก เพราะใจมันสู้ซะอย่าง

 

พอจบชั้นประถมปีที่สี่แล้วก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา ทั้งเลี้ยงวัว เกี่ยวหญ้า บางคราวก็ไปหาปลามาประกอบอาหาร เพราะในสมัยนั้นทำนาได้ปีละครั้ง หมดหน้าทำนาแล้วก็ไม่มีอะไร อยู่กับบ้านทำงาน ต่าง ๆ ไป ด้วยความเป็นคนที่ชอบความสงบ

 

สมัยนั้นชอบมากที่สุดคือในช่วงคืนเดือนหงาย พระจันทร์สาดส่อง สว่างไสวเป็นสีเหลืองที่งดงามมาก ท่านบอกดูแล้วมีความสุข ด้วยการที่เราไปเที่ยวบ้านเหนือบ้านใต้ก็ต้องระวังตัว เจ้าถิ่นเขาคอยจะหาเรื่องทะเลาะวิวาท ยิ่งถ้าไปจีบสาวในหมู่บ้านนั้นด้วยยิ่งแล้วเลยต้องเจอดีแน่นอน ท่านเองจึงไม่ค่อยชอบไปเที่ยวที่ไหน

 

ช่วงที่เริ่มเป็นหนุ่มนั้นก็ ถือว่าพอตัวเหมือนกัน คือไม่ยอมให้ใครมารังแก แต่ก็ไม่เคยไปรังแกใคร ไปบ้านไหนก็อ่อนน้อมถ่อมตน แล้วอีกอย่างหนึ่งก็เล่าเรียนวิชามาเหมือนกัน โยมพ่อได้ถ่ายทอดให้ ตอนนั้นที่ว่าแน่นั้นต้องเสกปูนคาดคอ ขอดชายผ้าติดตัว บางครั้งก็เสกใบพลูกิน เรียกว่าพอเสกอะไรแล้ว ต้องลองกันได้เลย ถึงจะมั่นใจว่าไปแล้วไม่มีคำว่าเลือดไหลให้แมลงวันกิน ชีวิตเริ่มเป็นหนุ่มมากขึ้น ท่านกลับต้องช่วยโยมพ่อ



บาง ครั้งโยมพ่อจะสอนให้ทำกรรมฐาน ทำให้มีจิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ตอนแรก ๆ นั้นก็ทำไม่ค่อยได้ ใจคิดอะไรต่ออะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่พอบอกว่าเรียนมนต์คาถาต่าง ๆ ทำให้มีความสนใจ ตอนหลังถึงเข้าใจว่านั่นคือสมาธิ แต่การฝึกฝนทำสมาธิให้สงบ เมื่อนั่งแล้วต้องเห็นอะไร เมื่อจิตมีความสงบ มีสติ ก็ทำให้เกิดปัญญา มีความคิดรอบคอบ จะทำอะไรก็ไม่ผิดพลาด ต้องใช้การพิจารณาก่อน

 

ชีวิตตอนเป็นหนุ่มของท่าน ไม่มีเรื่องที่ต้องทำให้พ่อแม่ต้องทุกข์ร้อนใจ มีแต่คอยให้ความช่วยเหลือเพื่อน ๆ ช่วยงานทางบ้านทุกอย่าง หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังว่า ตอนใกล้บวชพระนั้น มีความเบื่อหน่ายมาก เบื่อชีวิตในการครองเรือน เพราะเห็นเพื่อน ๆ มีความเดือดร้อนหลายคน บางคนมีลูกเมียแล้วก็ต้องพลัดพรากกัน ป่วยไข้ทรมาน แม้คนในหมู่บ้านที่ป่วยตายนั้นก็หลายคน ยิ่งมาพบเห็นชาวบ้านตายตอนโรคห่าระบาด ท่านบอกตอนนั้นกลัวเหมือนกัน พอเย็นลงมันวังเวงที่สุด บ้านของท่านมีคนแวะเวียนมาไม่เคยขาด เขามาขอให้ช่วยเหลือปัดเป่าให้โรคร้ายนั้นหายไป พ่อของท่านก็ทำน้ำมนต์ใส่กระถางใบโต เสกนานเป็นชั่วโมง

 

ท่านมาคิดได้ว่าชีวิตคนเรานี้ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องป่วยไข้ หากไม่ป่วยไข้อาจถูกคนทำร้ายตาย บางคนยากจนแสนเข็ญหากินจนตาย ทำให้ปลงว่า ชีวิตนี้ต้องตายทุกคน บางรายนอนป่วยนานเป็นเดือนถึงตาย บางรายกว่าจะตายทรมานมาก อันนี้เกิดขึ้นด้วยผลแห่งกรรม

 

ต่อมา เมื่ออายุ ๒๒ ปี จึงได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดบึง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้มีโอกาสศึกษาวิชาวิปัสสนากรรมฐานตามแบบอย่างหลวงพ่อตาบ แห่งวัดมะขามเรียง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี รวมทั้งศึกษาการเขียนยันต์ตะกรุดจากหลวงพ่อตาบ จน พ.ศ. ๒๕๑๔ จึงได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดวังแดงใต้ ได้พัฒนาวัดแห่งนี้จนมีความเจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ

 

เรื่องตะกรุดโทนของหลวงพ่อนั้น ท่านสร้างใหม่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยดังสู้ตะกรุดโทนหลวงพ่อตาบ วัดมะขาวเรียง พระอาจารย์ของท่านไม่ได้ และตะกรุดโทนของหลวงพ่อตั่ง วัดโพธิ์เอน ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของท่านอีกเช่นกัน กล้าพูดได้เลยว่า ทั้งตะกรุดของหลวงพ่อตาบและหลวงพ่อตั่งนั้น หลวงพ่อเอื้อนท่านเป็นผู้จารและปลุกเสกให้พระอาจารย์ของท่านทั้งสองมาช้านาน แต่หลวงพ่อตาบท่านจะดังมากกว่าหลวงพ่อตั่ง เพราะมีตะกรุดหนังเสือ ซึ่งดังมาตั่งแต่สมัยของหลวงพ่อนอ วัด กลาง ท่าเรือ หลวงพ่อเอื้อนท่านได้รับการสืบทอดตำราต่างๆ ทั้งของหลวงพ่อตาบและหลวงพ่อตั่งไว้จนหมดสิ้น เป็นผู้ลงยันต์ปลุกเสก ม้วน ตะกรุดให้พระอาจารย์ทั้งสอง มาช้านาน จนมีประสบการณ์เป็นที่เลื่องลือ



หลวงพ่อเอื้อนท่านมาอยู่วัดวังแดงใต้ เมื่อทำวัตถุมงคลก็ได้ทำตะกรุดทั้งดอกใหญ่และดอกเล็ก ส่วนมากเป็นตะกรุดโทนสองชั้น สามชั้น แทบทั้งนั้น ในเฉพาะดอกโตๆบางรุ่นจะลงตามตำราของหลวงพ่อเสน วัดบึง และลงยันต์โสฬส ของหลวงพ่อตาบ คือจะเอาแน่นอนไม่ได้ บางครั้งท่านจะลงด้วยยันต์ที่ลงหนังเสือ คู่กับยันต์ของหลวงพ่อตั่ง บางรุ่นท่านจะลงยันต์แคล้วคลาดและกันผีอีกด้วย หลักใหญ่ท่านจะลงยันต์ของลวงพ่อเสน เป็นสำคัญ ซึ่งเป็นยันต์ที่คล้ายคลึงกับยันต์ของสำนักวัดประดู่ทรงธรรม ยันต์นี้มีอิทธิคุณทางป้องกันอันตรายหลายอย่าง ตามตำราท่านบอกว่าอย่าว่าแต่ศึกมนุษย์เลย แม้แต่ศึกเทวดาก็ไม่ต้องหวั่นไหว

 

สำหรับยันต์ที่ลงในตะกรุดหนังเสือก็คือยันต์เดียวกับที่ลงตะกรุดหนังเสือของหลวงพ่อตาบนั้นเอง ชักยันต์สี่มุมล้อมกรอบ ในยันต์นั้นเป็นตัวขอมอ่านว่า พุทธะสังมิ ปะอะภะอะ นะโมพุทธายะ พร้อมด้วยตัวนะอีก11ตัว หลวงพ่อตาบท่านลงเพิ่มอีก2ตัวเพราะที่เรียนมาจากหลวงพ่อนอนั้นท่านลงไว้เพียง9ตัว หลวงพ่อตาบท่านลงเพิ่มอีก2ตัว เป็น11ตัว

 

นะทั้งหมดมีอิทธิคุณทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี ทางเหนียว ให้เป็นมหาอำนาจผู้คนพบเห็นบังเกิดความเกรงกลัวครั่นคราม ทั้งเป็นกำลังกายกำบังตามิให้ศัตรูเห็น

 

บางคนอยากได้ตะกรุดหนังเสือ ถึงจะไม่ได้ตะกรุดหนังเสือ ลงในแผ่นโลหะก็มีอิทธิคุณเหมือนกัน ทั้งทางเหนียว ทางคงกระพันชาตรี ป้องกันอันตรายมีครบ กำบังกายหายตัวมีพร้อม

 

สำหรับตะกรุดโสฬส สำนักอื่นๆ อาจจะบอกว่าลงครบสูตร จะจริงเท็จอย่างไรไม่รู้ ซึ่งผู้สร้างก็สร้างตามตำรา แต่ของหลวงพ่อเอื้อนนั้นท่านลงครบองค์ครบสูตร ซึ่งเรียนมาจากหลวงพ่อตาบ ซึ่งตรงกันกับของหลวงพ่อเสน วัดบึง มีอิทธิคุณทางคงกระพัน ชาตรี มหาอุด ครบเครื่อง ส่วนตะกรุดของหลวงพ่อตั่ง ปิยคุโณ หนึ่งในพระอาจารย์ท่าน ยันต์ที่ลงนั้นมีอิทธิคุณทาง มหาอุด คงกระพันชาตรี และยังเป็นเมตตามหานิยมอีกด้วย หลวงพ่อตั่งท่านได้สืบสายวิชามาจากวัดลอดช่อง กรุงเก่า ที่เคยดังเกรียงไกรมาแต่สมัยของหลวงพ่อฉุน

 

ของดีที่หลวงพ่อเอื้อนท่านสร้างขึ้นมาแต่แรกเลยนั้นคนมีกมองข้ามไป มั่วไปสนใจของขลังจำพวก ตะกรุด มีดหมอ ลูกอม ลูกสะกดกันหมด ลืมรูปเหมือนขนาดห้อยขอของท่าน ตอนแรกไม่มีใครบูชาเลย ออกจากวัดองค์ละร้อยบาทตอนหลังมีประสบการณ์มากค่อยๆ หมดไปจากวัดเล่นหากันแพงมาก รูปหล่อของท่าน คนนำไปห้อยคา รถคว่ำยังไม่เป็นอะไรเสื้อแสงขาดหมด

 

ที่แน่นอนคือมีเสียรายหนึ่งถูกรอบทำร้ายขนาดคนร้ายยิงด้วยปืนพกระยะประชิดตัวมาแล้ว แต่ลูกปืนไม่ถูกเลยเหมือนมีอะไรมาสบัดลูกปืนไปทางอื่นหมดสิ้น ทั้งๆ ที่ระยะคนยิงห่างจากเหยื่อไม่ถึงสองเมตร.

 

ปัจจุบัน ชื่อเสียงท่านโด่งดังไปไกลถึงต่างประเทศ ทั้ง มาเลเซีย สิงคโปร์ เดินทางมากราบท่านถึงวัด ท่านสร้างวัตถุมงคลแต่ละชนิดออกมาน้อย แต่มีประสบการณ์สูง ทั้งด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย วัตถุมงคล พระเครื่องของท่านจึงเป็นที่ต้องการในหมู่ลูกศิษย์อย่างมาก

 

 

ที่มา : http://palungjit.org / web-pra.com / ชมรมศิษย์หลวงพ่อเอื้อน วัดวังแดงใต้



เรียบเรียงโดย

จินต์จุฑา เจนสระคู


Suggess News

Recommend News