ทดแทนกันตราบ นิรันดร์ ! พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่...ไทยรอดพ้นจาก"คอมมิวนิสต์" ด้วยพระปรีชาสามารถของ ในหลวง ร.9

Publish 2017-11-10 17:36:29



บทความนี้ผู้เขียนจะพาผู้ชมมาย้อนรอยประวัติศาสตร์ ศึกษาพระราชกรณียกิจทางการทูตในบริบทการเมืองโลกของ”พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร”ที่พาประเทศไทยรอดภัยคอมมิวนิสต์และเติบโตไปไกลกว่าเพื่อนบ้าน พร้อมภาพประกอบการบรรยายตามลำดับดังนี้ค่ะ..

1.พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 19-23 ก.ค. 2503 ในการนี้ สมเด็จพระนางเจ้าอลิซเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ พระสวามี ให้การต้อนรับ

2.ไกรฤกษ์ นานา ชี้ว่า การเสด็จฯ ไปเยือนสหรัฐฯ ของในหลวง ร.9 ถือเป็นใบเบิกทางที่ช่วยเปิดประตูไปสู่ยุโรป ในยุคหลังสงคราม

3.คำบรรยายภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 และ ปธน.โง ดิ่งห์ เสี่ยม ขณะเสด็จเยือนกรุงไซ่ง่อน ของเวียดนามใต้

4.ปฏิบัติการของทหารสหรัฐฯ ในเวียดนามใต้ เมื่อปี 2509

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดใน พ.ศ. 2488 การเมืองโลกเข้าสู่บริบทใหม่ที่มีสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็น "อภิมหาอำนาจ"
ไม่ถึง 1 ปี หลังสงครามสิ้นสุด รัฐบาลไทยโดยความเห็นชอบของรัฐสภากราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นเสวยราชสมบัติในปี พ.ศ. 2489 ขณะมีพระชนมพรรษา 18 พรรษา

ในภาวะที่บริบทโลกสัมพันธ์กับชะตากรรมของหลายประเทศ นักวิชาการ-นักการทูตชี้ว่าด้วยพระราโชบายและพระปรีชาสามารถของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้ไทยผ่านมรสุม "สงครามเย็น" มาได้ และผลักดันให้สถาบันพระมหากษัตริย์ กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติมาถึงปัจจุบัน



จากสงครามโลก สู่ "สงครามเย็น"
"ประเทศในเอเชียที่เพิ่งพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกต่างพะวักพะวน และตกลงกันไม่ได้ว่าจะใช้ระบอบการปกครองแบบไหน หลังจักรวรรดินิยมแพ้สงครามโลก และฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็เผยแพร่อุดมการณ์เข้ามา ทำให้เกิดสงครามครั้งใหม่ ที่สำคัญคือสงครามเวียดนาม" คุณไกรฤกษ์ นานา นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ยุโรป ฉายภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

เวียดนามคือ "สมรภูมิชี้ขาด" หลังฝรั่งเศสพ่ายแพ้ฝ่ายคอมมิวนิสต์จนต้องถอนทัพออกจากเวียดนามเหนือ นำไปสู่การเผชิญหน้ากันระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ซึ่งสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนอยู่ข้างหลัง
โลกเคลื่อนเข้าสู่ยุค "สงครามเย็น" เมื่อกลุ่มประเทศในโลกเสรีและกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์พยายามแผ่ขยายอิทธิพล-อำนาจ-อุดมการณ์ด้วยสารพัดรูปแบบ ยกเว้นการใช้อาวุธ
นี่คือเหตุผลที่ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2502 โดยเริ่มจากเวียดนามใต้ ก่อนเสด็จฯ ไปเยือนอินโดนีเซีย และพม่า (ชื่อขณะนั้น) เพื่อเจริญพระราชไมตรีกับมิตรประเทศ และนำความปรารถนาดีของชาวไทยไปมอบให้กับประชาชนในประเทศเหล่านั้น

สกัดคอมมิวนิสต์
"พระองค์ท่านไม่ได้ไปเจริญพระราชไมตรีอย่างเดียว แต่ไปดูสถานการณ์รอบบ้านด้วย" คุณไกรฤกษ์บอก

ก่อนขยายความว่า ในช่วงนั้น คอมมิวนิสต์รุกคืบเข้าประชิดชายแดนแม่น้ำโขง รัฐบาลไทยเกรงว่าคอมมิวนิสต์จะเป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีตัวอย่างให้เห็นในประเทศรัสเซีย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา
"สถานการณ์ในลาว ทำให้ไทยต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อสกัดกั้นการเข้ามาของคอมมิวนิสต์ รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงกราบบังคมทูลฯ เชิญในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จประพาสต่างประเทศ โดยรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการทางการทูต ส่งจดหมายไปยังนานาประเทศเพื่อขอคำตอบรับก่อน"
ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี 2497 ไทยเป็น 1 ใน 8 ประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือซีโต้ (Southeast Asia Treaty Organization - SEATO) ภายใต้สนธิสัญญามะนิลา เพื่อผนึกกำลังต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยให้ใช้ กรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งสำนักเลขาธิการ และอนุญาตให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพทหาร ในช่วงสงครามเวียดนามด้วย

 

 



พระราชกรณียกิจเพื่อเอกราช
แม้บริบทไทยต่างจากชาติอื่น ไม่ต้องต่อสู้เพื่อเอกราชจากเจ้าอาณานิคม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 กระทบเสถียรภาพทางการเมืองของไทยอย่างยิ่งยวด ระหว่างกลุ่มการเมืองที่ยืนเคียงฝ่ายสัมพันธมิตร นำโดยปรีดี พนมยงค์ กับกลุ่มที่สนับสนุนฝ่ายอักษะ นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม

 

ขอขอบคุณท่านผู้เป็นเจ้าของเครดิตภาพที่ผู้เขียนได้นำมาจาก (อินเตอร์เน็ต)เพื่อใช้ในการแสดงประกอบเนื้อหาสาระข้อมูลนี้ค่ะ..และขอขอบคุณแหล่งที่มาของภาพและข้อมูลจาก:วิพีกิเดีย
, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย, คุณไกรฤกษ์ นานา นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ยุโรป ,และข้อมูลเพิ่มเติม(บางส่วน)จาก :อินเตอร์เน็ตค่ะ
เรียบเรียงโดย:โชติกา พิรักษา และ ศศิภา ศรีจันทร์ ตันสิทธิ์


เรียบเรียงโดย

โชติกา พิรักษา


Recommend News