ตำนานลือลั่น "หลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร"สมเด็จโตสร้างศักดิ์สิทธิ์มากมาย นิยมบาบานถวายไข่ต้ม ปลาทู โดนเครื่องบินทิ้งระเบิด ๑๑ ลูกแต่ด้านหมด

Publish 2017-12-07 08:23:06



หลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ

พระพุทธรูปปางอุ้มบาตรสูง ๑๖ วา กว้าง ๕ วา ๒ ศอก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหมรํสี) เริ่มสร้างเมื่อปี ๒๔๑๐ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ในขณะนั้นท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม แต่ลงมาควบคุมการก่อสร้างเอง เมื่อการก่อสร้างดำเนินมาได้เพียงพระนาภี ( สะดือ ) ท่านก็มรณภาพลง ณ ศาลาใหญ่วัดบางขุนพรหม หรือ วัดอินทรวิหาร ในปัจจุบัน

ต่อมาพระครูธรรมานุกูล (ภู จนฺทเกสโร) ซึ่งร่วมสร้างหลวงพ่อโต กับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) มาแต่ต้น ได้ดำเนินการก่อสร้างต่อมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๖๓ พระครูธรรมานุกูล (ภู จนฺทเกสโร) มีอายุ ๙๑ ปี พรรษาที่ ๗๐ ชราภาพมากแล้ว จึงได้ยกขึ้นเป็นกิตติมศักดิ์ ท่านจึงมอบฉันทะให้ พระครูสังฆบริบาล (แดง) แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ช่วยบูรณปฏิสังขรณ์ต่อจากเดิม หากดำเนินก่อสร้างสำเร็จเพียงบางส่วนเท่านั้น

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ พระครูสังฆรักษ์ (เงิน อินฺทสโร) ภายหลังได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ "พระอินทรสมาจาร" ได้ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๗ และได้จัดให้มีงานสมโภชเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๔- ๖มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ (หม่อมเจ้าภุชงค์ ชุมพูนุท) เสด็จมาทรงเป็นประธานฝ่ายสงฆ์, สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ เสด็จมาทรงเป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ เปิดงานสมโภชองค์หลวงพ่อโต

หลวงพ่อโต

สมเด็จโต



หนังสือประวัติหลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้กล่าวถึงการปฏิสังขรณ์องค์หลวงพ่อโต ของพระอินทรสมาจาร (เงิน อินฺทสโร) ไว้ว่า ถึงปีชวด พ.ศ. ๒๔๖๗ พระครูอินทรสมาจาร (เงิน อินฺทสโร) เมื่อครั้งยังเป็นพระครูสังฆรักษ์ ย้ายมาจากวัดปรินายกมาเป็นเจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร ได้จัดการสร้างพระโตต่อมา โดยเป็นประธานบอกบุญเรี่ยไรจากประชาชนทั่วไป ผู้ช่วยเหลือที่เป็นกำลังสำคัญของท่านพระครูอินทรสมาจารที่ควรกล่าวให้ปรากฏคือ เจ้าคุณและคุณหญิงปริมาณสินสมรรถ พระประสานอักษรกิจ สิบเอกอินทร์ พันธุเสนา และนางพลัด พันธุเสนา พระครูอินทรสมาจารทำการก่อสร้างอยู่ ๔ ปี จึงสำเร็จสมบูรณ์ (สิ้นเงินประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท)

บนยอดพระเกศหลวงพ่อโตประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุซึ่งรัฐบาลประเทศศรีลังกาได้มอบให้กับรัฐบาลไทย แล้วมอบต่อให้วัดอินทร์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์ในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นประดิษฐาน

ปัจจุบันมีงานฉลองพระพุทธรูปเป็นเทศกาลประจำปี ระหว่างวันที่ ๑- ๗ เมษายน ของทุกปี เทศกาลประจำปีงานนมัสการและปิดทองพระโต หลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร หลวงพ่อโตวัดอินทร์ เป็นประจำทุกปี

ประวัติวัดอินทรวิหาร ( วัดอินทร์ )

วัดอินทรวิหาร ตั้งอยู่ในย่านบางขุนพรหม บนถนนวิสุทธิกษัตริย์ ใกล้สี่แยกบางขุนพรหม คนละฝั่งกับธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นวัดที่มีมาก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ เดิมเรียกว่า วัดบางขุนพรหมนอก เดิมเป็นวัดราษฏร์ สร้างขึ้นราวปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ชื่อว่า วัดบางขุนพรหมนอก ต่อมาในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินในตำบลบางขุนพรหม

ให้เป็นที่ตั้งบ้านเรือนของครอบครัวเชลยชาวเวียงจันทน์ เจ้าอินทร์ ผู้เป็นน้าชายของ เจ้าน้อยเขียวค่อม พระสนมเอกในรัชกาลที่ ๑ ได้ทำการบูรณะวัดแห่งนี้ซึ่งอยู่ในถิ่นที่อยู่ของพวกตน แล้วนิมนต์ พระอรัญญิก พระสงฆ์ชาวเวียงจันทน์ที่อพยพมาด้วยกันนั้นขึ้นปกครองวัด วัดแห่งนี้จึงได้ชื่อเรียกใหม่ตามชื่อของเจ้าอินทร์ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการบูรณะวัดว่า วัดอินทราราม หรือ วัดอินทร์

ต่อมามีการบูรณะอีกครั้งหนึ่ง ผู้บูรณะคือ เจ้าอินทวงศ์ พระราชโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพ เจ้าคุณพระอรัญญิก เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิปัสนาธุระ เคยเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต )

จนกระทั่งถึงรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ มีพระราชดำริว่า นามของวัดนี้ไปซ้ำกับวัดอินทรารามที่บางยี่เรือใต้ ฝั่งธนบุรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามให้ใหม่ว่า วัดอินทรวิหาร แต่ชาวบ้านก็ยังคงนิยมเรียกกันว่า "วัดอินทร์" "วัดอินทร์บางขุนพรหม" หรือ "วัดหลวงพ่อโต"

หลวงปู่ภู



ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อโต และบารมีเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพฯ
ในที่นี้จะกล่าวถึงอภินิหารพระโตวัดอินทรวิหารเป็นนิทัศนุทาหรณ์พระโตองค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มาก ว่าสามารถคุ้มกับสรรพภัยพิบัติและให้เกิดสุขสวัสดิ์ลาภผลอย่างมหัศจรรย์ ดังพรรณนาไว้ในเรื่องประวัติ พิมพ์เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๙๐ (หนังสือประวัติวัดระฆัง ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี คณะสงฆ์วัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพพระเทพสิทธินายก (นาค) วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๑๔, หน้า๑๑๖.)คัดมาลงไว้ดังต่อไปนี้
อภินิหารของหลวงพ่อโตศักดิ์สิทธิ์มาก ดังเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วโดยทั่วกัน สักขีพยานซึ่งได้เห็นกันอยู่ในเร็วๆนี้ ในระหว่างที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในระหว่างสงคราม (พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๗) หลวงพ่อโตหาได้กระทบกระเทือนอย่างใดไม่คงอยู่เป็นมิ่งขวัญ เป็นที่สักการะของชาวเราอยู่ตลอดไป ได้มีผู้กล่าวสรรเสริญถึงอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของท่านอยู่เสมอมิได้ขาด ในยามสงครามประชาชนในเขตอื่นๆอพยพกันเป็นจ้าระหวั่น แต่ในบริเวณเขตหลวงพ่อโตมิใคร่จะมีใครอพยพกัน ซึ่งมีบางท่านกล่าวว่า จะไม่ยอมไปไกลจากองค์หลวงพ่อโตเป็นอันขาด แต่มีบางท่านจะต้องอพยพได้ไปลาสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสส เทโว) วัดสุทัศน์ มีรับสั่งว่า อย่าไปเลยในบริเวณวัดอินทรวิหารเหมาะสมและปลอดภัยดีแล้ว เพราะหลวงพ่อโตท่านคุ้มครองอยู่ คงจะปัดเป่าภยันตรายไปได้ และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านเป็นผู้สร้างได้ทำไว้ดีแล้ว ประชาชนส่วนมากในวัดอินทรวิหารจึงไม่ใคร่อพยพจากไป นอกจากนั้นเมื่อมีภัยทางอากาศเกิดขึ้นในคราวใด ประชาชนในเขตอื่นๆยังพลอยหลบภัยเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณหลวงพ่อโตเป็นจำนวนมาก ปรากฏว่ามีเรื่องเครื่องบินมาทิ้งระเบิดบริเวณวัดอินทรวิหารเหมือนกัน เป็นลูกระเบิดเพลิงรวมด้วยกัน๑๑ลูก แต่ไม่ระเบิด และไม่เกิดเพลิงอย่างใดในครั้งต่อมาได้มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่ตำบลเทเวศร์ โดยเฉพาะองค์หลวงพ่อโตวัดอินทรวิหารใกล้กับจุดอันตรายมาก แต่หาเป็นอันตรายแม้แต่น้อยไม่ ซึ่งประชาชนส่วนมากที่หลบภัยเข้ามาในบริเวณหน้าหลวงพ่อโต มองเห็นฝูงเครื่องบินมาทิ้งระเบิดบ่ายโฉมหน้าพุ่งตรงมายังหลวงพ่อโต ครั้นมาถึงในระยะใกล้เครื่องบินฝูงนั้นก็วกไปทิศอื่นเสีย ซึ่งประหนึ่งว่าหลวงพ่อโตท่านโบกพระหัตถ์ให้ไปทางทิศอื่นเสีย ประชาชนและบ้านเรือนในเขตบริเวณหน้าหลวงพ่อโตวัดอินทรวิหาร จึงหาเป็นอันตรายแต่ประการใดไม่
เรื่องที่กล่าวมานี้นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อยู่มิใช่น้อย นี่ก็แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าหลวงพ่อโตวัดอินทรวิหารท่านมีอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์มากเพียงใด จนกระทั่งในทุกวันนี้ประชาชนก็พากันไปนมัสการสักการะบูชามิได้ขาด ชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาชมพระนคร ก็ยังเลยมานมัสการหลวงพ่อโตเสมอ
กฤดาภินิหารของหลวงพ่อโตเล่าขานกันไม่รู้จักจบสิ้น ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดแต่อย่างใด ที่เห็นปลาทูและไข่ต้มวางเรียงรายละลานตาหน้าพระบาททองของหลวงพ่อโตที่นำมาแก้บน
กฤดาภินิหารหลวงพ่อโตนั้นท่านอยู่มา ๑๐๐ กว่าปีแล้ว เป็นพระที่สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพและเจ้าของบทความ ที่มาเนื้อหาข้อมูลมา ณ ที่นี้

หนังสือประวัติหลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร ปี พ.ศ. ๒๔๙๐

ตำนานเล่าขานพระผู้ทรงฌานอภิญญา ครูบาอาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคม

http://palungjit.org


เรียบเรียงโดย

ศักดิ์ศรี บุญรังศรี


Suggess News