เวลาของพ่อเหลือน้อยลงเรื่อยๆ!!! ชายชราป่วยอัมพาต อาศัยเดียวดายในบ้านไม้เก่าๆ เฝ้ารอลูกชายหายหน้าไปนาน เศร้าหนักยกหูโทรหาลูก..กลับไม่ใยดี

Publish 2018-01-14 16:42:59



เป็นอีกข่าวเศร้าที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง กับชีวิตของชายชราพิการคนหนึ่ง ใช้ชีวิตบั้นปลายในบ้านเก่าผุพัง มีความหวังเฝ้ารอคอยลูกชายทั้ง 2 คนกลับมาหา จากชีวิตที่เคยอบอุ่น ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา จนภรรยาป่วยเป็นโรคมะเร็ง ลาจากโลกไป ตัวเองก็มาเกิดอุบัติเหตุหกล้ม และด้วยอายุที่มากแล้ว ทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้ช้า จนในที่สุดก็ป่วยเป็นโรคอัมพาต ต้องสู้ชีวิตเพียงลำพัง 



ลูกชายที่เคยมีอยู่ 2 คน 1 แรกก็สูญหาย ตามหาไม่เจอ ส่วนลูกชายอีกคนบอกว่าจะไปทำงาน แต่ทุกวันนี้ก็หายหน้าไปเลย ไม่เคยกลับมาเยี่ยมอีกเลย โดยเรื่องราวดังกล่าว ได้รับการเผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊กของ Poramet Misomphop ซึ่งได้มีการโพสต์รูปภาพพร้อมข้อความระบุว่า "กลับมาหาพ่อเถอะลูก สายตาของพ่อแห่งความสิ้นหวัง สายตาของพ่อวัย 73 ปี ที่พิการนอนรอคอยให้ลูก กลับมาแรมปี ก่อนจะหมดลมหายใจ ขอสักครั้งที่จะได้พบหน้าลูกชายทั้ง 2 คน ตลอดเวลาหลายปีที่พ่อคนนี้เงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้ากระทบแผ่นไม้หน้าประตูบ้าน  ทุกครั้งที่ได้ยินจะคาดหวังว่าเป็นลูกชายทั้ง 2 คนกลับมา เวลาผ่านไปแรมปี ปีใหม่ สงกรานต์ หรือวันสำคัญก็ไร้วี่แววของคนเป็นลูก

 

 



ย้อนกลับไปเมื่อครั้งอดีต คุณตาท่านนี้อยู่กัน เป็นครอบครัว มีภรรยาและลูกชาย 2 คน มาวันนึงภรรยาผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ต่อมาคุณลุงก็เกิดอุบัติเหตุล้มทำให้กลายเป็นคนพิการ อัมพาต ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องพักอาศัยอยู่กับลูกชาย 3 คนในบ้านหลังนี้ ต่อมาลูกชาย 1 คนก็หายสาบสูญติดต่อไม่ได้ ส่วนลูกอีกคนก็ออกไปทำงานไม่เคยกลับมาเยี่ยมพ่อเลย ปัจจุบันคุณตาต้องนอนทุกข์ทนทรมานภายใน บ้านที่พุพัง ต้นไม้ขึ้นเต็มบ้าน นอนทับขี้ ทับเยี่ยวตัวเองอยู่แบบนี้มานานแรมปี จนเพื่อนบ้านทนสภาพไม่ได้จึงคอยเข้ามาหาข้าวหาน้ำให้คุณตาได้พอประทังชีวิต

 

 


เวลาที่เมศลงพื้นที่เยี่ยม เมศสังเกตุเห็นว่ามีเบอร์โทรศัพท์เบอร์หนึ่งเขียนไว้บนหัวนอนของคุณตาท่านนี้ จึงตัดสินใจโทรไปที่ปลายสายจึงทราบว่า
เป็นลูกชายของคุณตา จึงสอบถามว่าทำไมถึงไม่มาดูแลหรือเยี่ยมพ่อตัวเองบ้าง คำตอบที่ได้รับจากปลายสายคือ "ผมทำงานอยู่ไม่มีเวลาเลย ครับ ผมไปเยี่ยมพ่อมาแล้ว เมื่อปีที่แล้ว ยังให้เงินกับคนที่ดูแลพ่อ 500 บาท ถ้าเอาพ่อมาอยู่ด้วย ผมเกรงใจเพื่อน"

 

 


จากที่จับใจความและถามเพื่อนบ้านได้รับคำตอบว่า คุณตาไม่อยากไปไหน เค้าจะอยู่รอลูก  กลับมาหาเค้า กลับมาป้อนข้าว ป้อนน้ำ ทำศพ ให้เค้าทุกครั้งที่พูดถึงลูกชาย คุณตาจะน้ำตาไหลออกมาอย่างหนักเสียใจอย่างมาก ทุกๆ วันคุณตาจะเงี่ยหูฟังเสียงแผ่นไม้ที่กระทบกัน หน้าบ้าน โดยคาดหวังว่าคนที่เดินเข้ามาจะเป็นลูกชายที่ตัวเองเฝ้ารอคอยมาตลอดทั้งชีวิต สภาพที่เมศเดินทางไปถึงหน้าบ้าน หลังคาบ้านปกคลุมไปด้วยต้นไม้ ในบ้านแทบที่จะเดินไม่ได้ พุพังไปหมด คุณลุงนอนทับขี้ ทับเยี่ยว อยู่บนที่นอน เสื้อผ้าที่ใส่ก็เต็มไปด้วยของเสีย แขนขวาหงิกง้อ เสียงที่พูดแผ่วเบา สายตาที่มองมีแต่ความหวัง เมศและพลเมืองที่จึงช่วยกันเปลี่ยนเสื้อผ้า เช็ดตัวหาข้าว หาน้ำให้ทาน และคอยพูดให้กำลังใจคุณตาอยู่ตลอดเวลา เบื้องต้นเมศได้ให้เงินกับทางพลเมืองดีจำนวนหนึ่งเพื่อเก็บเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายซื้อข้าวให้คุณตาท่านนี้

 


คุณตาชื่อ ช้อย อายุ 73 ปี ไม่มีเอกสารในติดตัว พักอาศัยอยู่ที่  ถนนปู่เจ้าสมิงพราย ตำบล สำโรงใต้ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เมศขอขอบคุณเพื่อนบ้านทุกคนที่คอยแวะเวียน มาคอยให้ข้าว ให้น้ำช่วยเหลือคุณลุงเบื้องต้นครับ กลับมาหาพ่อของคุณเถอะมา คุณจะมาพูดว่า ตอนนี้เช่าห้องอยู่กับเพื่อน เกรงใจเพื่อน หรือบอกว่า ไม่มีเวลา มาดูแลพ่อ  กลับมาหาเค้าเถอะครับ คุณอาจจะโกรธ จะเกลียดพ่อของคุณหรือเปล่าผมไม่ทราบแต่คุณรู้ไหมว่า ตอนนี้พ่อของคุณนอนรอคุณกลับมาทุกๆวัน สายตาของพ่อ เฝ้ามองผ่านประตูทุกวัน โดยที่คาดหวังว่าสักวันจะเป็นคุณที่เดินเข้ามา กลับมากอดพ่อเหมือนตอนที่พ่อกอดคุณ กลับมาให้ไออุ่นที่คุณมีส่งไปให้พ่อของคุณเถอะครับ คุณไม่สงสารพ่อคุณหรอ กลับมาเถอะ กลับมา ผมขอร้องครับ (เรื่องราวทั้งหมดมีคุณตา พลเมืองดี และเพื่อนบ้านเป็นผู้ที่ให้ข้อมูลทั้งหมด และเมศได้รับอนุญาตจากคนที่ดูแลคุณตาให้ถ่ายรูป และนำรูปถ่ายรายละเอียดลงสื่อออนไลน์เรียบร้อยแล้วครับ)"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณเฟซบุ๊ก : Poramet Misomphop



เรียบเรียงโดย

ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล


Recommend News