ชาวเน็ตด่ายับ!!!สาวโพสต์ ไปดูอาชีพรับจ้างร้องไห้ที่สนามหลวง อึ้ง!?!เป็นครูรร.ดัง แถมเคยถูกร้องบังคับเด็กลงชื่อถวายฏีกาขออภัยโทษให้ทักษิณ?!?

ชาวเน็ตด่ายับ!!!สาวโพสต์ ไปดูอาชีพรับจ้างร้องไห้ที่สนามหลวง อึ้ง!?!เป็นครูรร.ดัง แถมเคยถูกร้องบังคับเด็กลงชื่อถวายฏีกาขออภัยโทษให้ทักษิณ?!?

Publish 2017-10-04 10:01:22

จากกรณีสำนักพระราชวังประกาศปรับเวลาเปิดจุดคัดกรองทั้ง 2 จุด บริเวณฝั่งโรงแรมรัตนโกสินทร์ และ จุดคัดกรองวงเวียนรักษาดินแดน จากเดิมที่เปิดในเวลา 04:00-21:00 น. เป็นเปิดตลอด 24 ชั่วโมงทั้ง 2 จุด โดยประชาชนสามารถเดินทางเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2560 ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ซึ่งประชาชนต่างเดินทางมาจากทั่วสารทิศเพื่อกราบถวายบังคมพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย




       ทั้งนี้ได้มีความเคลื่อนไหวในโลกโซเชียลฯอย่างเฟซบุ๊ก เมื่อปรากฏว่าได้มีการนำโพสต์ของบุคคลหนึ่งใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า XXXXXXX  (กูเกลียดเผด็จการ) โดยอ้างว่าบุคคลนี้ได้โพสต์ข้อความว่า “ใครยังไม่เคยเห็นอาชีพรับจ้างร้องไห้ไปหาได้แถวสนามหลวง” โดยหลังจากข้อความดังกล่าวถูกนำมาเผยแพร่ก็มีชาวโซเชียลฯต่างออกมาแสดงความเห็นต่างๆมากมายพร้อมทั้งรูป อาทิ

 

 

คนนี้ใช่ไหมที่โพสต์ ให้ไปดูอาชีพรับจ้าง ร้องให้ที่ สนามหลวง  เป็นครูแต่ เลวนะมึง  ถุย

ชาติ ชูชัย โอ้ย!!!!!เสื่อมเสียสถาบันของ หอวัง หมด ไล่ออกเหอะ

Yupa Promwang ครูสังกัดไหนนี่...ตามจัดหนัก

ภาวดี มั่นหมาย อีส้นตีนนี่เป็นครูเหรอ

บุญมา ยางสันเทียะ เดี๋ยวเขาก็พูดว่า ปลอม

กัลยกร ธนนพจิรากุล มึงเป็นครูแต่ไม่มีสามัญ

สำนึกแล้วมึงจะสอนเด็กๆไห้ได้ดีเหรอ มึงแยกไม่ออก ระหว่างความดีกับความเลว

ปริยากร อภิพัฒน์พรชัย ใครรับจ้างร้องวะเอาไว้พ่อแม่เธอตายถึงไปจ้างเขา เราอาชีพครูยังไม่โง่แบบเธอเลย ขี้ข้า

 


       ทั้งนี้ทีมข่าว Deeps  Tnews  ได้ตรวจสอบถึงเรื่องดังกล่าวว่าเท็จจริงอย่างไร โดยได้ตามเข้าไปดูที่หน้าเฟซบุ๊กของ XXXXXX  (กูเกลียดเผด็จการ) ปรากฏว่า ไม่มีข้อความดังกล่าวตามที่มีการอ้างถึง ซึ่งพบข้อความล่าสุดที่ได้มีการโพสต์ไว้ว่าได้กลับมาใช้เฟซบุ๊กแล้วหลังโดนบล็อคไปหนึ่งเดือน กระนั้นเมื่อลองย้อนตามไปดูข้อความที่มีการโพสต์ไว้ที่ผ่านมาก็พบข้อเท็จจริงบางอย่างที่เป็นความเคลื่อนไหวของ XXXXXX  (กูเกลียดเผด็จการ) อันบ่งบอกว่ามีความคิดเห็นทางการเมืองไปในทิศทางใด ดังนี้

 

 

 

       อย่างไรก็ตามมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าครูคนดังกล่าวมีความนิยมชมชอบไปในแนวทางของคนเสื้อแดง โดยเมื่อตรวจสอบต่อไปก็ยังพบอีกว่าเมื่อวันที่  29 ก.ค.52 ผู้สื่อข่าว “ASTV ผู้จัดการ ได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหอวัง กทม.ว่า มีอาจารย์ผู้สอนรายวิชาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แจ้งให้นักเรียนในชั้นเรียนทราบว่า ขณะนี้มีการรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศในขณะนั้น) และแจ้งเว็บไซต์ให้นักเรียนไปดาวน์โหลดแบบฟอร์ม พรอ้มกับขู่ว่าหากนักเรียนคนไหนไม่ร่วมลงชื่อถวายฎีกาจะมีผลต่อผลการเรียน ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องและสร้างความอึดอัดใจให้กับนักเรียนอย่าง มาก

 

       ต่อมานายสมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานด้วยวาจาจากนายปลองยุทธ์ อินทพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนแล้ว กรณีครูสอนวิชาสังคมศึกษาท่านหนึ่งให้การบ้านนักเรียนเข้าเว็บไซต์คนเสื้อแดง เพื่อลงชื่อและนามสกุล โดยนายปลองยุทธ์ชี้แจงว่า งานที่ครูมอบหมายให้เด็กทำอาจจะมีเรื่องการเมืองอยู่ แต่ไม่เกี่ยวกับคะแนนหรือบังคับ อย่างไรก็ตาม จะหารือกับ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ กพฐ.ว่าอาจจะต้องมีหนังสือซักซ้อมแนวปฏิบัติและความเข้าใจให้ครูเรื่องการวางตัวทางการเมือง โดยปกติจะไม่ปิดกั้น แต่ไม่ควรไปปลูกฝังหรือชี้นำอะไรให้เด็กเกิดความฝักใฝ่หรือทำให้เกิดความขัดแย้ง เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ครูต้องปล่อยให้เด็กคิดเอง โดยเฉพาะในเรื่องการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ มีนักกฎหมายออกมาให้ความเห็นแล้วว่าไม่ถูกต้อง เมื่อไม่ถูกต้องแล้วในด้านจริยธรรมครูไม่ควรอย่างยิ่งจะไปชี้นำ

      

       “โดยทั่วไปคนก็รู้อยู่แล้วในเรื่องนี้ แต่ด้วยความมีจิตใจฝักใฝ่ บางทีก็ละเลยไปเป็นเรื่องเล็ก ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และสอนเด็กให้คิดวิเคราะห์ไม่ควรชี้นำหรือชักจูง เด็กควรได้คิดเอง โดยเฉพาะให้เอาเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้ปกครองไปให้ครูร่วมลงชื่อแล้วจะได้คะแนนยิ่งไม่ควร ถ้าเกิดขึ้นจริงมีหลักฐานพยานชัดเจน มีคนบันทึกเสียง เด็กยืนยันครูมีความผิดแน่นอนรองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

 

 

       ขณะที่อาจารย์ประชั้น ม.4  คนดังกล่าว  ได้ชี้แจเพ่ิ่มเติมว่า ตนได้รับความเดือดร้อนมากจากกรณีข่าวที่มีการบังคับให้นักเรียนลงชื่อสนับสนุนการถวายฎีการ่วมกับคนเสื้อแดง หากไม่ทำตามจะมีผลต่อคะแนนของนักเรียน เนื่องจากมีคนนำชื่อไปโพสทางเว็บไซต์ ทำให้มีคนเข้าตั้งกระทู้และต่อว่าจำนวนมาก ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเลย

      

       โดยในการเรียนการสอนในวิชาสังคม ตนได้ให้นักเรียนทำกิจกรรมเสริม อาทิ ทดลองจัดรายการทางวิทยุออนไลน์ เพื่อพูดคุยบอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 รวมทั้งมีการสอนเสริมให้แก่นักเรียนด้วย โดยให้นักเรียนเข้าไปในเว็บไซต์ www.hwd.6te.net ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของเพื่อนตนที่ได้มีการรวบรวมข้อมูลที่หลากหลายไว้ในเว็บไซต์ทั้งข่าวประจำวันตามหน้าหนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุออนไลน์ และสาระความรู้ต่างๆไว้ ซึ่งกรณีระบุว่าตนบังคับให้เด็กล็อคอินเข้าไปในเว็บไซต์เพื่อนำรายชื่อเด็กไปร่วมสนับสนุนการถวายฏีกานั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพียงแต่ในเว็บไซต์ดังกล่าวอาจจะมีพรรคพวกเข้ามาโพสต์ให้สามารถที่จะดาวน์โหลดเอกสารถวายฏีกาไว้เท่านั้น

      

       “แต่ตอนนี้มีคนนำชื่อของดิฉันแล้วไปโพสต์ในเว็บไซต์หนึ่งว่า ดิฉันบังคับให้นักเรียนล็อคอินเข้าไปในเว็ปดังกล่าวเพื่อที่จะนำข้อมูลไปสนับสนุนการถวายฏีกา ซึ่งไม่มีมูลความจริงเลย เพราะในเว็บดังกล่าวเป็นเว็บไซต์สาธารณดังนั้นก็เป็นธรรมดาที่อาจจะมีคนไปโพสต์ข้อความหลากหลาย แต่ตนไม่ได้มีการบังคับให้เด็กไปร่วมลงชื่อถวายฏีกาแต่อย่างใด

 

       นอกจากนี้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม  อาจารย์ผู้สอนรายเดียวกันนั้น ยังได้เดินทางมายังห้องสื่อมวลชน กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เพื่อชี้แจงกรณีที่มีข่าวบังคับให้นักเรียนร่วมลงชื่อเพื่อขอยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า หลังเป็นข่าว มีผู้โทรศัพท์ก่อกวนด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายที่บ้าน ซึ่งตนยืนยันว่าการที่ตนเปิดเว็บไซต์ www.hwd.6te.net เพื่อใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารและทำกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น ติวนักเรียน อบรมการติดตั้งโปรแกรมสำหรับจัดวิทยุออนไลน์ รูปแบบรายการวิทยุ เป็นการนำเสนอการวิเคราะห์ข่าวตาวทางพระพุทธศาสนา แต่ไม่ใช่การบังคับ หากไม่สมัครใจจัดรายการวิทยุ ก็สามารถทำงานกลุ่มได้

 

       “ส่วนข่าวว่าตนบังคับนักเรียนสมัครสมาชิกเพื่อจะนำรายชื่อไปใช้ในการถวายฎีกา เป็นการกล่าวหาที่เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ได้บังคับให้สมัครสมาชิก แต่ให้ log in ในหน้า cbox โดยใช้นามแฝง และห้ามใช้ชื่อจริงในการโพสต์ ซึ่งนามแฝงใช้ถวายฎีกาไม่ได้ และเพื่อไม่ให้ปัญหาดังกล่าวบานปลาย ตนจึงได้ปิดเว็บไซต์ดังกล่าว และขอให้ผู้จัดทำเว็บไซต์แก้ไขปรับปรุงเว็บไซต์ให้ใหม่ รวมทั้งยุติการให้เด็กไปจัดรายการวิทยุเพื่อความสบายใจของผู้ปกครองทุกคนด้วย

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว