9ปี2ป้า...ในกำมือใคร??? เปิดต้นเหตุ พิพาท-พิฆาต!?! จากนั้นเจอสารพัดมรสุม ไฟไหม้ปริศนา โดนตำรวจบุกค้น-หาค้าประเวณี เจอหนักยาเสพติด (คลิป)

Publish 2018-02-20 12:13:06

จากกรณีโลกโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์ คลิปวีดีโอเหตุการณ์หญิงสูงวัย 2 คน กำลังใช้ขวานและพลั่วฟัน-ทุบ เข้าไปที่รถยนต์กระบะคันหนึ่งที่จอดรถขวางหน้าบ้าน ทำให้ผู้ที่พบเห็นต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ควรใช้กำลัง แต่ควรจะแจ้งเจ้าหน้าที่มาดำเนินการทางกฎหมาย แต่ก็มีบุคคลอ้างว่าเหตุที่ทั้งสองไม่พอใจจนต้องใช้กำลังนั้น เพราะมีสาเหตุมาจากก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องรีบเดินทางออกจากบ้าน แต่ปรากฏว่ามีรถมาจอดขวางทำให้ออกไม่ได้ สุดท้ายจึงเกิดความเสียหาย



       ล่าสุดวันนี้(20ก.พ.)ที่ตลาดสวนหลวง บริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุ คุณบุญศรี แสงหยกตระการ ผู้เสียหายซึ่งอยู่ในเหตุการณ์วันทุบรถ โดยเป็นผู้บีบแตร กล่าวว่า พื้นที่นี้เป็นพื้นที่เพื่ออยู่อาศัย เดิมซื้อที่ดินนี่มาไม่มีตลาดเลย ต่อมามีตลาดทั้งซ้าย ขวา มีเต้นท์โครงเหล็กขนาดใหญ่ ต่อมามีการออกใบอนุญาตซ้อนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังละเลยขยายตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้านข้าง 55 เมตร เป็นตลาด ด้านหน้าก็เป็นตลาด ด้านหลังก็ที่จอดรถ เกิดมลพิษทั้งเสียง ควันรถ เดือดร้อนตลอดเวลา แม้ว่าจะมีคำสั่งคุ้มครองจากศาล ไม่ให้สร้างความเดือดร้อนรำคาญแต่ก็ไม่ได้เคยได้รับความคุ้มครองเลย มีการจอดรถขวางบ้านเกือบทุกวัน

 

 

       ทั้งนี้หากย้อนไป9ปีก่อน คือเมื่อปี2552 พบว่าป้าเจ้าของบ้านได้เข้าร้องเรียนสำนักงานเขตประเวศ ต่อกรณีตลาดนัดสวนหลวง ร.9 ตั้งเต็นท์ติดรั้วบ้าน มีคนปีนขึ้นปีนลงเกรงไม่ปลอดภัย จากนั้นก็คล้ายว่าโดนอิทธิพลเล่นงาน ไม่ว่าจะเป็นการเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่ หรือการที่มีผู้โทรศัพท์ข่มขู่คุกคาม ซึ่งวันที่ 26 มีนาคม 2552 เกิดเหตุเพลิงไหม้ปริศนาขึ้นที่ข้างรั้วบ้าน 2 กองใหญ่ๆ ตอนประมาณห้าทุ่มเศษ

 

       “พวกเราโทร.แจ้งเขต เขตก็เฉย จนต้องโทร.หา 191 เจอ ส.ต.ท.สุชิน พิทักษ์กรสกุล ก็ได้รับเรื่องและประสานรถดับเพลิงมา 3 คัน จึงดับไฟลงได้”

 

 

       วันที่ 4 เมษายน เจ้าหน้าที่ตำรวจ 10 นาย มีทั้งแต่งเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบมากดกริ่งที่หน้าบ้าน พร้อมทั้งบอกว่าจะขอเข้าตรวจค้นที่บ้าน เพราะได้รับเรื่องร้องเรียนมาว่ามีการกักขังหน่วงเหนี่ยว และมีการค้าประเวณี โดยบอกว่าไม่ทราบว่าผู้ร้องเป็นใคร แต่เป็นข้อมูลส่งตรงมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 

       “เราก็เลยโทรศัพท์ไปหา ส.ส.ในพื้นที่ เขาก็บอกว่าให้อยู่เฉยๆ อย่าออกไป จากนั้นก็มีตำรวจโทร.มาหาเรา บอกว่า โทร.มาจากผู้ว่าฯ กทม.พร้อมสอบถามว่าเราว่า พาราไดซ์นี่ของเราหรือเปล่า เราก็อธิบายว่าเราให้เขาเช่า แล้วเราก็ไปตรวจสอบผู้เช่า เขาก็ทำธุรกิจปกติ ไม่มีการค้าประเวณี ระหว่างนั้นตำรวจหน้าบ้านก็กระหน่ำกดกริ่งตลอดเวลา เขาก็บอกให้อยู่เฉยๆ เดี๋ยวจะดูแลให้

 

        เราก็โทรศัพท์หาเจ้าหน้าที่เขต ชื่อ คุณประเสริฐ คุณประเสริฐก็พูดคำเดียวว่า ผมไม่เกี่ยว ตอนนั้นตำรวจหน้าบ้านก็โทร.เข้ามาหา เราก็ไม่รู้นะว่าเขามีเบอร์เราได้อย่างไร เขาบอกว่าเขาเป็นสารวัตรสอบสวน ชื่อ เดโช โสสุวรรณากุล แต่ไม่ได้บอกเราว่ามาจาก สน.อะไร เขาบอกว่าเขาจะเข้ามาตรวจค้นบ้านเรา บอกว่า บ้านเราค้าประเวณี แต่เราก็ไม่เปิด ทางตำรวจที่ตามผู้ว่าฯ ก็โทร.เข้ามา เราก็ให้เบอร์ของคุณเดโช ที่โทร.เข้ามาที่เครื่องเราไป เขาคงโทร.ไปคุยกัน สักพักตำรวจกลุ่มนั้นก็กลับ

 

 

        เจ้าของบ้านตัดสินใจเข้าแจ้งความในวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ สน.ประเวศ โดยไปตั้งแต่ 11.00 น.ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่มีรับแจ้งความ ต้องรอจนถึง 17.00 น.จึงมีเจ้าหน้าที่มารับเรื่องและให้ทำแค่ลงบันทึกประจำวัน ต่อมา ในวันที่ 7 มิถุนายน มีเด็กผู้หญิง 2 คน อายุประมาณเด็กวัยรุ่น ถือกล้องมาถ่ายรูปหน้าบ้าน ระหว่างนั้นก็คุยโทรศัพท์ไปด้วย บทสนทนาเป็นไปในเชิงว่า...ใช่บ้านหลังนี้ไหม ใช่หรือเปล่า โอเค เจอแล้ว แล้วก็ถ่ายภาพกลับไป

 

       “ช่วงนั้นวุ่นวายมาก มีเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ทราบสังกัด บุกเข้าค้นกิจการของผู้ที่เช่าอาคารเราทั้งหมด ค้นชนิดที่ทำเหมือนเขาเป็นอาชญากรร้าย คนเช่าก็มาบ่นกับเรา พอเขารู้ความรู้เขาก็ตกใจ ไม่นึกว่าเมืองไทยจะแย่ขนาดนี้ ที่ปล่อยให้มีการกลั่นแกล้งประชาชน เขาก็เข้าใจและให้กำลังใจเราให้สู้เพื่อความถูกต้อง ตำรวจค้นละเอียดมาก แต่ไม่เจออะไรเลย”

 

       นอกจากนี้เจ้าของบ้าน กล่าวอีกว่า ที่รับไม่ได้ที่สุดก็คือ มีจดหมายร้องเรียนส่งมายัง กทม.ระบุว่าผู้ส่งเป็นครูที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้เบาะแสว่า บ้านของพวกเธอที่เขตประเวศ มีการกักขังหน่วงเหนี่ยงผู้หญิงเพื่อค้าประเวณี ส่งผู้หญิงค้าประเวณีข้ามชาติ และเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดองค์กรใหญ่

 

       “นี่คือผลลัพธ์ ที่เราต่อสู้เพื่อความถูกต้องและเพื่อสิทธิของตนเอง จากแค่แจ้งให้รื้อรั้ว ตอนนี้กลายเป็นพวกเราผู้หญิงแก่ๆ 3 คน เจอข้อหาค้าผู้หญิงข้ามชาติ ค้ายาเสพติด กักขังหน่วงเหนี่ยวไปแล้ว แต่เราก็ยังจะสู้ต่อไป ไปร้องหน่วยงานไหนก็ไม่มีอะไรดีขึ้น สงสัยเราเจออิทธิพลใหญ่จริงๆ ใหญ่ขนาดที่ทำให้ข้าราชการมารังแกประชาชนได้แบบนี้ ตอนนี้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อยากให้สังคมรับรู้ เราก็เลยต้องขอร้องสื่อให้ช่วยด้วยอีกทางหนึ่ง”  

 

 

 

 

ขอบคุณ : ข้อมูลบางส่วน (https://amp.mgronline.com/qol/9520000089423.html…)


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว

ติดตามข่าวอื่นๆ