โดนแล้ว!สบส.สั่งปิดตึกผู้ป่วยนอก รพ.พระราม 2 พร้อมลุย 3 มาตรการเข้มโยงต้นเหตุ "ช่อลัดดา" เสียชีวิต

Publish 2018-11-14 23:25:13



จากกรณีเหตุการณ์ที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พาครอบครัว น.ส.ช่อลัดดา ทาระวัน อายุ 38 ที่ถูกนายคำตัน สามีเอาน้ำกรดสาดที่ใบหน้ามาจากสาเหตุความหึงหวง แล้วได้หลบหนีไป โดยเมื่อคืนวันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 โดยนส.ช่อลัดดา ต้องทนพิษบาดแผลให้ ลูกสาววัย 12 ปี พามาทำการรักษายังร.พ.บางมด แต่โชเฟอร์เห็นว่าอาการหนัก จึงนำตัวส่งรักษาร.พ.พระราม 2 แทน ต่อมากลับถูกทางร.พ. ปฏิเสธการรักษา โดยให้ผู้ป่วยให้ขึ้นแท็กซี่ไปรักษาตัวที่รพ.อื่น จนสุดท้ายน.ส.ช่อลัดดา เสียชีวิตในระหว่างทางเดินทางบนรถแท็กซี่นั้น



โดยก่อนหน้านี้นายอัจฉริยะ ได้ไลฟ์สดผ่านทางเพจเฟซบุ๊กชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม แถลงตอบโต้ข้อมูลของโรงพยาบาลพระราม 2 ว่าไม่เป็นความจริง และจะเปิดข้อมูลเชิงลึกของรพ.แห่งนี้และอื่นๆ ระบุว่า ปิดบัญชีโรงพยาบาลพระราม 2 และได้เล่าถึงนาทีที่โชเฟอร์แท็กซี่ไปเจอน.ส.ช่อลัดดา และนำส่งโรงพยาบาลบางมด โดยการพูดคุยกับโชเฟอร์แท็กซี่ ว่าคุณช่อลัดดาโดนสามีสาดน้ำกรดใส่ ตั้งแต่หัวจนถึงลำตัว และมีน้ำกรดบางส่วนเข้าไปทางรูจมูก ซึมทะลุหลอดลมและปอด จนมีอาการหนัก พี่แท็กซี่เห็นอาการไม่ดีจึงอยากไปส่งที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุด

 

จึงเดินทางไปรพ.พระราม 2 แต่เมื่อไปถึงกลับไม่มีเจ้าหน้าที่ด้านหน้า พร้อมยืนยันว่าไม่มีหมออยู่เวรในตอนนั้น  อีกทั้งจากการตรวจสอบไม่ได้มีประสานไปยังรพ.บางมดตามที่ทางรพ.พระราม 2 ได้ชี้แจงตั้งแต่ต้น  แถมขณะนั้นมีรถพยาบาลจอดอยู่ 2 คันก็ไม่ได้ไปส่ง โดยเจ้าหน้าที่เวรเปลยอมรับไม่มีหมออยู่ในที่เกิดเหตุ มีเพียงพยาบาลที่ทำแผลเบื้องต้นให้ แล้วให้คนเจ็บขึ้นแท็กซี่ไปแบบหมดสภาพ ไม่มีเรี่ยวแรงเดิน ที่คนหัวหงอกบอกว่า คุณช่อลัดดาเดินไปขึ้นแท็กซี่ได้ ไม่จริง มีภาพยืนยันได้ และกำลังใช้เป็นหลักฐาน มีผู้ชายเวรเปล และผู้หญิงใส่กระโปรงสีฟ้า ผู้ช่วยพยาบาล พาน้องเตเต้และแม่เขาไปส่งที่รถแท็กซี่ เปิดประตูให้คนเจ็บนั่งข้างหลัง แล้วให้ลูกสาวนั่งหน้ากับคนขับแท็กซี่ 

 

 

 
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : มั่นใจถึงลั่น..ปิดบัญชี! "อัจฉริยะ"ยันสืบหลักฐานมัดผิดครบ อ้างคำแท็กซี่ชี้ชัดรพ.พระราม 2 บกพร่อง ทำเหยื่อสาดน้ำกรดเสียชีวิต



อีกทั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ย.2561 ที่ผ่านมา นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายประเสริฐ ฉวีอินทร์ ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน เพื่อขอให้ตรวจสอบใบอนุญาตก่อสร้างดัดแปลงอาคาร ตรวจสอบอาคาร และใบอนุญาตเปิดใช้อาคารของโรงพยาบาลพระราม 2 โดยนายอัจฉริยะ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 23 มี.ค.57 โรงพยาบาลพระราม 2 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้และมีผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย

 

 

 

 

ซึ่งจากการตรวจสอบในครั้งนั้นทราบว่าไม่มีการติดตั้งสปริงเกอร์ จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอาคารดังกล่าวว่า ภายหลังเกิดเหตุได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือยัง นอกจากนี้จากการตรวจสอบพบว่ามีการต่อเติมอาคารที่ผิดไปจากแบบที่วางไว้ ส่วนจะมีความผิดหรือไม่นั้นก็ต้องในทางสำนักงานเขตและกรมโยธาเข้าตรวจสอบอีกครั้ง

 

 

ล่าสุดทางด้านนพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้า การตรวจสอบข้อเรียกร้องกรณีโรงพยาบางส่งสาวถูกสามีสาดน้ำกรดไปรักษาอีกโรงพยาบาลจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต ว่าขณะนี้ความผิดของโรงพยาบาลดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้น ที่เห็นชัดๆคือ

 

 

 

1.กรณีที่โรงพยาบาลนำเอาที่จอดรถมาปรับปรุงดัดแปลงเป็นอาคารผู้ป่วยนอก โดยไม่ขออนุญาตและมีการสั่งปิดไปเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา  เนื่องจากมีความผิดตามพ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 

 

2.มีการสั่งลงโทษปรับในฐานทำความผิด พ.ร.บ.สถานพยาบาล แต่เป็นฐานความผิดที่ไม่ร้ายแรงจึงดำเนินการปรับไปเรียบร้อยแล้ว 

 

3.สบส.ได้สั่งให้โรงพยาบาลดังกล่าวทำการปรับปรุงโรงพยาบาล ในส่วนที่ไม่ตรงมาตรฐาน พ.ร.บ.สถานพยาบาล โดยได้ให้ระยะเวลาในการปรับปรุง 15 วัน หากยังไม่ดำเนินการ จะทำการเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งหากโดนเพิกถอนใบอนุญาตจะส่งผลให้โรงพยาบาลถูกปิด แต่ก็ยังไม่รุนแรงเท่ากับการสั่งปิดโรงพยาบาลเลย 

 

และ4.ประเด็นที่ถือเป็นความผิดร้ายแรงในพ.ร.บ.สถานพยาบาล ซึ่งจะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่คณะกรรมการเพื่อทำการพิจารณาความผิดในวันที่ 19 พ.ย. 2561 นี้ สำหรับคดีของสาวที่ถูกสาดน้ำกรดจนเสียชีวิตนั้น ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป 

 

 

 


นอกจากนี้ทางทพ. อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการ สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ ได้กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า  ขณะนี้ได้มีการลงไปตรวจสอบแล้ว 2 รอบ ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการเชิญผู้เกี่ยวข้องบางส่วนเข้ามาพูดคุยในประเด็นต่างๆ เพิ่มเติม เช่น ประเด็นทำไมไม่มีแพทย์อยู่เวรเพื่อมาให้บริการผู้ป่วย หากมีผู้ป่วยรายอื่นที่มารักษาฉุกเฉิน อาจจะเกิดเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันได้  และจะทำการรวบรวมข้อมูลสรุปผลอีกครั้ง คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว 

 

 

 

 

 

 



เรียบเรียงโดย

ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล