นับถอยหลัง ‘ยุบ ทษช.’ ต้นไม้..ต้นที่ 4 “ไทยรักไทย” ..ในวันที่ใกล้สูญพันธุ์??

นับถอยหลัง ‘ยุบ ทษช.’ ต้นไม้..ต้นที่ 4 “ไทยรักไทย” ..ในวันที่ใกล้สูญพันธุ์??

Publish 2019-02-17 14:22:02



คืบหน้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณี ยุบพรรคไทยรักษาชาติ พรรคการเมืองที่ถูกตราหน้าว่าเป็น “นอมินี ทักษิณ ชินวัตร” หลังจากได้เสนอรายชื่อบุคคลเพื่อเสนอแต่งตั้งเป็นแคนดิเดตนายกฯ เมื่อวันที่ 8ก.พ. 62 ต่อมาในค่ำคืนของวันเดียวกัน พระราชโองการประกาศ การนำสถาบันเบื้องสูง มาข้องเกี่ยวกับการเมือง ถือเป็นเรื่องที่ “มิบังควร”

 

กระทั้งเมื่อวันนที่13 ก.พ. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแล มีมติเอกฉันท์ 7 เสียง ชงเยุบพรรคไทยรักษาชาติ ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็น "เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" และต่อมาเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ศาลฯ มีมติมติเป็นเอกฉันท์ มีคำสั่งรับคำร้องพิจารณาวินิจฉัยของกกต.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

 ต้องถือว่า ขั้นตอนการยุบพรรคไทยรักษาชาติ เริ่มต้นนับหนึ่งไปแล้ว ในการที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้อง กกต.ไว้พิจารณา และกำหนดกรอบเวลา 7 วันให้กรรมการบริหารพรรค ทษช. ซึ่งเป็นผู้ถูกร้อง ได้ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน  พร้อมทั้งสั่งนัดพิจารณาคดีครั้งต่อไปวันที่ 27 ก.พ. ในเวลา 13.30 น.



น่าจับตาว่า..หากศาลสั่งให้มีการไต่สวน หรือโดยเฉพาะให้ตรวจพยานหลักฐาน ก็จะใช้เวลาในการเตรียม ไต่สวนคดีเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องใช้เวลาในขั้นตอนนี้อีกไม่ตํ่ากว่า 15 วัน เพื่อให้ส่งบัญชีพยานหลักฐานให้ศาลไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนครบกำหนด เพื่อที่ศาลจะได้ให้บัญชีพยานหลักฐาน แต่หากศาลเห็นคำร้องและคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาพร้อมพยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าพยานหลักฐานมีเพียงพอจะวินิจฉัยได้ ในวันที่ 27 ก.พ. หากเป็นเช่นนั้นศาลอาจสั่งนัดคู่กรณีมาฟังการวินิจฉัยได้ โดยอาจเป็นวันที่ 6 มี.คเพื่อให้องค์คณะตุลาการได้เขียนคำวินิจฉัยส่วนตน เพื่อพร้อมเสนอที่ประชุมองค์คณะตุลาการ และจัดทำคำวินิจฉัยของศาล ก่อนการออกนั่งบัลลังค์อ่านคำพิพากษาตัดสินคดีนี้ต่อ

 

อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่า ในวันที่ 4-16มี.ค. ซึ่งเป็นวันลงคะแนนนอกราชอาณาจักร และในวันอาทิตย์ที่ 17 มี.ค. 2562  ในวันลงคะแนนนอกเขตเลือกตั้ง (เลือกตั้งล่วงหน้า)  

 

ทั้งนี้ การยุบพรรคการเมือง ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นในการเมืองไทย โดยเฉพาะกับพรรคการเมืองในระบอบทักษิณ

 

 

ในหน้าเพจ “ไทยรักษาชาติ” เมื่อวันที่7 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้โพสต์ข้อความระบุว่า... ทษช. คือใคร หลักการของเราคือ “หัวใจคือประชาชน” เป้าหมายคือ “ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี” ด้วยการ “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กระจายโอกาส” ให้พี่น้องชาวไทย เรามั่นใจเพราะ “เราทำได้ เราทำสำเร็จมาแล้ว และเราอาสาจะทำต่อ” พร้อมภาพกราฟิคระบุเนื้อหา “ทษช. เปรียบเสมือนต้นไม้ ต้นที่4 จากพรรคไทยรักไทย” อีกด้วย

 

 

ถ้ากลับไปไล่เลียงดูพฤติกรรม การกระทำ ของต้นไม้อย่าง “ไทยรักไทย” มีอันเป็นไปทางการเมือง ถูกยุบพรรคมาแล้ว เมื่อประมาณ 10ที่ผ่านมา

 

คดียุบพรรคมีจุดเริ่มต้นจากวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย 2548-2549 มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2549 และการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 ต่อมานายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ในขณะนั้น) ร้องเรียน กกต. ว่า พรรคไทยรักไทยได้จ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อหนีเกณฑ์ 20 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังได้ปลอมแปลงเอกสารฐานข้อมูลสมาชิกพรรค พรรคไทยรักไทยร้องเรียนกลับว่าถูกพรรคประชาธิปัตย์จ้างพรรคเล็กใส่ร้ายพรรคตน

 

ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่พรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย ในคดีกลุ่มที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าในคดีกลุ่มที่ 2 ถูกฟ้องร้องเป็นจำเลยในข้อกล่าวหา เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย และกระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

 

 

คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการไต่สวนพยานครบถ้วนเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2550 ต่อมาตุลาการรัฐธรรมนูญแต่ละคน ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตนออกมาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 และคณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยกลางในช่วงบ่ายจนถึงเกือบเที่ยงคืนของวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 เริ่มจากคดีกลุ่มที่ 2 ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า โดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุตลอดการอ่านคำวินิจฉัย

 

คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ สรุปว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความผิดในทุกข้อกล่าวหา ส่วนอีก 4 พรรคมีความผิดจริง จึงมีคำสั่งให้ยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย และพรรคไทยรักไทย รวมทั้งให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทั้ง 4 พรรค มีกำหนด 5 ปี

 



อย่างไรก็ตามภายหลังสิ้นสุด “พรรคไทยรักไทย” ชื่อของ “พรรคพลังประชาชน”  คาดว่าเปรียบเสมือนต้นไม้ ต้นที่2 (ตามภาพจากพรรคไทยรักษาชาติ) ในข้อกล่าวหากรณีที่พรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีหรือตัวแทนของพรรคไทยรักไทย ในขณะนั้น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นรักษาการหัวหน้าพรรค นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นเลขาธิการพรรค มี นายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นรองหัวหน้าพรรค และมี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

 

อย่างไรก็ตาม แม้กกต.มี สรุปว่าปรากฏหลักฐานเพียงพอที่พรรคพลังประชาชนเข้าข่ายเป็นตัวแทนของพรรคไทยรักไทย แต่ได้ยกคำร้องเพราะไม่มีกฎหมายเอาผิด

 

จนกระทั้งเมื่อ กกต.ได้มีมติให้ใบแดงพรรคพลังประชาชนและส่งความเห็นไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายยงยุทธ รองหัวหน้าพรรค หลังพบว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งที่ จ.เชียงราย โดยมีนายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนัน ต.จันจว้า อ.แม่จัน เป็นพยานคนสำคัญ

 

คดีทุจริตเลือกตั้งนี้เกิดจากนายวิจิตร ยอดสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคชาติไทย นำหลักฐานเป็นวีซีดี กล่าวหาว่านายยงยุทธเรียกกำนัน 10 คน ในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย นำโดยนายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ เดินทางไปพบที่กรุงเทพฯ ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 และเข้าพักที่โรงแรมเอสซีปาร์ค นายยงยุทธขอให้กำนันช่วยเหลือตนและน้องสาว ตลอดจนนายอิทธิเดช ผู้สมัคร เขต 3 จากนั้นคนสนิทของนายยงยุทธได้มอบเงินให้กำนันคนละ 20,000 บาท นายยงยุทธได้ออกมาตอบโต้ตลอดเวลาว่าเป็นการจัดฉาก ถูกสร้างพยานหลักฐานเท็จ ด้าน กกต. กล่าวว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับซีดีเพราะมีพยานบุคคลที่ยืนยันชัดเจน หลัง กกต.มีมติ นายยงยุทธได้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานสภาโดยไม่ลาออก

 

วันที่ 8 ก.ค. 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง วินิจฉัยว่ากรณีที่นายยงยุทธให้เงินกับกำนัน อ.แม่จัน ทั้ง 10 คน เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจริงตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ จึงพิพากษายืนตามมติของ กกต. และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายยงยุทธเป็นเวลา 5 ปี ขณะที่ กกต.เตรียมดำเนินการต่อ โดยสรุปสำนวนส่งให้อัยการสูงสุด เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เสนอยุบพรรคพลังประชาชนต่อไป และในวันที่ 2 ธ.ค.2551 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน พร้อมตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน 37 คน เป็นเวลา 5 ปี  

ตุลาการรัฐธรรมนูญ ระบุว่ากรณีที่นายยงยุทธ ติกระทำการฝ่าฝืนและขัดต่อ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 ที่มีผลทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต และได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่พรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ ต้องร่วมรับผิดชอบ

 

ศาลวินิจฉัยแล้วเห็นว่าคำแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกร้องฟังไม่ขึ้น เนื่องจากนายยงยุทธ เป็นนักการเมืองหลายสมัย มีฐานะเป็นถึงรองหัวหน้าพรรค และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ย่อมต้องเพิ่มความเข้มงวดที่จะไม่กระทำการใดๆ อันฝ่าฝืนกฎหมาย แต่นายยงยุทธ ติยะไพรัช กลับกระทำผิดเสียเอง

 

 

ท้ายที่สุด ก็ต้องจับตาชะตากรรม “ไทยรักษาชาติ” จะเป็นอย่างไร..และจะสามารถเชื่อมโยงไปที่ “ต้นไม้ต้นที่3” ได้หรือไม่นั้น ..อดใจรออีกไม่นาน

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง    
-เปิดคลิปณัฐวุฒิ ปราศรัยทักษิณเกี่ยวทษช.หรือไม่ ทั้งลูกทั้งหลานอยู่เต็มพรรค

-ฝ่ายกฏหมาย "ทษช" เซ็นรับหนังสือวินิจฉัยยุบพรรค ระทึกต่อนัดพิจารณา วันที่ 27 ก.พ. 2562
-ขึ้นเขียงยังไม่สำเหนียก? "ทษช." ดันทุรัง หาเสียงต่อ! เมินเรื่องยุบพรรค!


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์