ซ้ำแล้วซ้ำอีก! สายไฟ-สายเคเบิลเป็นเหตุ เกิดไฟไหม้หวิดวอดคูหาร้านค้า

Publish 2019-04-16 12:47:58


วันที่16เมษายน2562เวลา 09:00น .ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่เกิดเหตุสี่แยกตลาดประตูผี อ.เมือง จ.นครราชสีมา เหตุการณ์ไฟไหม้สายไฟสายเคเบิลระเบิดที่ตัวสวิตช์สายไฟเกือบวอดไฟไหม้ร้านคัาเดชะบุญ ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บเหตุการณ์นั้นมีสมาชิกอปพร.ที่อยู่ประจำได้นำน้ำและถังดับเพลิงฉีดและได้เรียกวิทยุเรียกรถดับเพลิงในที่เกิดเหตุต่อมาเวลา09.10 น.ได้มีรถดับเพลิงมาช่วยแนะนำสายน้ำฉีดบริเวณท่าและสายเคบิลสายไฟฟ้าที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า ส่วนภูมิภาค ต่อมาพ.ต.อ.คเชนท์ เสตะปุตตะ ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา ได้เดินทางมาตรวจดูในการและการดับไฟครั้งนี้ได้อย่างเป็นที่เรียบร้อยสอบถามประชาชนทั่วไปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบางคนก็ว่ากระรอกชนสายไฟและสายเคเบิลและเนื่องจากอากาศร้อนอาจจะทำให้สายเคเบิลและสายไฟชำรุดจึงได้เกิดประกายไฟขึ้นสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ต้องรอทางตำรวจตรวจสอบให้แน่ชัดต่อไปอีกด้วย

 

 

 



ผู้สื่อข่าวได้หาข้อมูลจาก ดร.เชิดชัย ประภานวรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีวิศวกรรมไฟฟ้าและพลังงาน ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยถึงสาเหตุหลักๆ ที่อาจทำให้เกิดไฟไหม้สายไฟฟ้า ว่ามีทั้งปัจจัยภายในของระบบสายไฟและปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทำต่อสายไฟจนเกิดการลุกติดไฟขึ้น ดร.เชิดชัย อธิบายว่า ปัจจัยภายในที่ทำให้สายไฟฟ้าร้อนนั้นมี 2 อย่างคือกระแสที่ไหลในสาย และความต้านทานของสาย ความร้อนที่เกิดขึ้นแปรผันตามกระแสยกกำลังสอง สาเหตุหลักคือการเกิดกระแสเกิน โดยธรรมชาติของตัวนำจะมีความต้านทานอยู่ หรือค่า R (Resistant) มีหน่วยเป็น โอห์ม เมื่อมีกระแสไหล (I) หน่วยเป็น แอมแปร์ (A) มันก็จะมีพลังงานความร้อนเกิดขึ้นเท่ากับกระแส I ยกกำลัง 2 แล้วคูณด้วย R ดังนั้นเราจะเห็นว่ายิ่งมีกระแสมาก ลวดตัวนำนั้นก็จะยิ่งร้อนมากขึ้น ซึ่งเป็นความร้อนที่จะต้องระบายผ่านฉนวนออกไปสู่อากาศรอบๆ สาย สายไฟฟ้าร้อนด้วยกลไกเดียวกันกับหลอดไส้(Incandescent lamp)

 

ซึ่งทำงานโดยการให้กระแสไหลผ่านไส้หลอดที่มีความต้านทานค่อนข้างมาก จึงทำให้ไส้หลอดร้อนจนเปล่งแสงออกมา แต่ในสายไฟฟ้าเราไม่ได้อยากได้ความร้อนเพราะทำให้ฉนวนเสื่อม เพราะฉนวนเป็นพวกพลาสติกพีวีซีซึ่งเป็นโพลีเมอร์ ยิ่งร้อนยิ่งเสื่อมสภาพเร็ว ทำให้มันกรอบ ดังนั้นสายไฟฟ้าจึงต้องมีการออกแบบมาให้มีพื้นที่หน้าตัดของตัวนำที่ใหญ่พอเพื่อให้ค่าความต้านทานต่ำ ดังนั้นถ้าสายโตเท่ากันถ้ากระแสเพิ่ม 2 เท่า ปริมาณความร้อนที่จะต้องระบายออกนั้นจะเป็น 4 เท่า (กระแสยกกำลังสอง) ถ้าหากกระแสเพิ่ม 3 เท่า ปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้นในเนื้อตัวนำนั้นจะเพิ่ม 9 เท่า ดังนั้นเราจะเห็นว่าเมื่อกระแสมาก ความร้อนที่อยู่ในเนื้อตัวนำของสายที่ต้องไหลผ่านฉนวนเพื่อระบายออกไปสู่อากาศรอบๆ สายนั้นจะยิ่งมากตามไปด้วย จึงทำให้ฉนวนหุ้มสายร้อนทำให้เสื่อมสภาพเร็ว ถ้าหากความร้อนยังไม่มากเท่าใด ฉนวนก็ยังพอรับได้ สิ่งที่เราอาจจะพบก็คือเมื่อสัมผัสรอบๆ สายไฟแล้วรู้สึกว่ามันอุ่น และฉนวนหุ้มสายที่อุ่นอาจจะนิ่มกว่าสภาพที่เย็นเล็กน้อย แต่ถ้ากระแสเกินพิกัดความสามารถของสายไปมาก ฉนวนพีวีซีจะเริ่มหลอมเหลวถึงขั้นหยดได้เลย เพราะปกติแล้วสายพีวีซีนั้นมักจะระบุให้ใช้งานโดยมีอุณหภูมิสาย

 

 

 



ขณะทำงานไม่เกิน 70 องศาเซลเซียส ส่วนสายรุ่นที่มีฉนวนดีกว่าซึ่งเป็นพวก XLPE อันนี้จะสามารถใช้งานได้ถึง 90 องศาเซลเซียส โดยทั่วไปสายไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านพักอาศัย อาคารพาณิชย์และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆมักจะมีอุณหภูมิใช้งานไม่เกิน 70 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่ได้สูงมาก ดังนั้นถ้าอยากให้สายไฟมีอายุใช้งานที่นาน ก็ต้องไม่ให้ความร้อนที่เกิดขึ้นที่ตัวนำมันสูงเกินกว่าความสามารถในการระบายความร้อนของสายไฟ ซึ่งขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของอากาศรอบๆสายด้วย ดังนั้นสายไฟฟ้าควรอยู่ในที่ๆเย็นและแห้ง เพื่อให้ความร้อนสามารถระบายออกมาสู่บรรยากาศแวดล้อมได้เร็ว สายไฟก็จะเสื่อมช้า แต่ถ้าร้อนและโดนแดดด้วยจะยิ่งเสื่อมเร็ว ยกเว้นสายไฟฟ้าสำหรับใช้งานกลางแจ้ง พวกนี้มักจะมีฉนวนสองชั้นโดยชั้นนอกจะสามารถทนต่อรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตได้

 

 

 

ภาพ/ข่าว โดยนายสันติ วงษาเกษผู้สื่อช่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครราชสีมา รายงาน

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวภูมิภาค

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สันติ วงษาเกษ