"2 อดีตผอ.พศ."พัวพันโกงเงินทอนวัด!! สัมพันธ์ดี"ธรรมกาย" นี่หรือคนโปรดมหาเถรฯ??!!

Publish 2017-09-22 17:57:28

ปัญหาทุจริตเงินทอนวัด ที่กำลังถูกพูดถึงในสังคมขณะนี้ เป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำในมหาสุมทรเพียงเท่านั้น เป็นสิ่งที่สะท้อน แสดงถึงพฤติกรรมของข้าราชการระดับสูงลงมา ที่มาปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา แท้ที่จริงควรมีจิตใจสะอาด บริสุทธิ์ แต่กลับกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ตามที่ควรจะยึดปฏิบัติ ซึ่งในเรื่องปัญหาทุจริตเงินทอนทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ได้รับเบาะแสการทุจริต  จนนำไปสู่การตรวจสอบจนพบความผิดปกติในเส้นทางการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงได้ส่งต่อข้อมูลให้กับบก.ปปป. เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 จากนั้นบก.ปปป. ได้ทำการสืบสวนสอบสวนต่อ จากการตรวจสอบพบข้อมูลเงินงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปี 2555 -2559  ซึ่งในห้วงเวลาดังกล่าว มีนายนพรัตน์ เบญวัฒนานันท์ เป็นผอ.พศ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1ตุลาคม 2553 - 30 กันยายน 2557 และนายพนม ศรศิลป์ รับตำแหน่งผอ.พศ.ต่อ. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2557 จนพ้นตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560  จากคำสั่งของคสช.  โดยทั้ง 2 อดีตผอ.พศ. มีข่าว เชื่อมโยงกับการทุจริต เงินทอนวัด ทั้งสิ้น และที่น่าแปลกใจ คือ ทั้ง2 อดีตผอ.พศ.  ล้วนแต่ไม่เคยมีปัญหา หรือปมขัดแย้งกัยพระชั้นผู้ใหญ่ ในมหาเถรสมาคม มิหนำซ้ำยังเป็นที่ชื่นชอบ โปรดปรานเป็นอย่างมากอีกตั้งนาน

 

ภายหลังจากการที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กองปราบปราม กรมสรรพากร นำหมายค้นและสนธินำกำลังเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560 ได้เข้าตรวจค้นบ้านพักของ นายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และได้มีการได้มีการแจ้งข้อหาฐานปฎิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 และความฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจหน้าที่เบียดบังทรัพย์เป็นของตนเอง ตามมาตร 147 ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้บุกค้นบ้านของนางปราณี แจ่มเจริญ แม่ของนางพัธรนัน แจ่มเจริญ ภรรยาของนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อีกราย เพื่อค้นหาหลักฐานเชื่อมโยงคดีทุจริตเงินทอนวัด



ทั้งนี้ภายหลังจากการค้นประวัติอดีตอผ.พศ. ทั้ง2 ราย พบว่า มีความเชื่อมโยง สายสัมพันธ์อันดีกับวัดพระธรรมกายเริ่มจากนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ 

ซึ่งในยุคนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เป็นผู้อำนวยการ มีการทำงานทั้งในรูปแบบและนอกรูปแบบ แบบว่าบางวันก็สวมชุดเลขาธิการมหาเถรสมาคม บางวันก็สวมชุดข้าราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บางวันก็ทำตัวเป็นองค์กรอิสระ นึกอยากจะไปร่วมงานกับใครก็ไป ไปคนเดียวแล้วแอบอ้างว่ามหาเถรสมาคมใช้ให้ไปก็ทำและทำจนเป็นอาจิณกรรม

 

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเดือน ก.พ.58 วัดพระธรรมกายจัดงาน "ธุดงค์ธรรมชัย ส้นทางพระผู้ปราบมาร" โดยให้พระสงฆ์ออกมาเดินธุดงค์กลางเมือง ส่งผลให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อน และมองว่ากิจกรรมดังกล่าว ขัดกับหลักพระพุทธศาสนาที่ควรปฏิบัติ จากนั้นทางโลกออนไลน์ ได้มีการเผยแพร่ภาพของนายนพรัตน์ ขณะร่วมพิธีธุดงค์ธรรมชัย และได้ให้สัมภาษณ์กับช่อง DMCNEWS สื่อของทางวัด จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงสายสัมพันธ์ระหว่างวัดพระธรรมกาย กับสำนักพุทธฯ ในขณะนั้น ที่มีอดีตข้าราชการระดับสูงให้การเคารพศรัทธา จนอาจนำไปสู่การเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องของประชาชน ซึ่งต้องการให้มีการดำเนินตรวจสอบกิจกรรมของวัด ในช่วงเวลานั้นหรือไม่

 

 ยืนยันชัดเจนที่เด็ดที่สุดคือการที่วัดพระธรรมกายนำคำให้สัมภาษณ์ของ นายนพรัตน์ เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2555  ที่สนับสนุนธุดงค์ธรรมชัยด้วยความภาคภูมิใจว่า กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการการศาสนา วุฒิสภา เรียกร้องให้ พศ.และกรมการศาสนา ตรวจสอบการจัดกิจกรรมเดินธุดงค์ธรรมชัยของพระสงฆ์ 1,500 รูประหว่าง วันที่2-6 เมษายน นี้ ในเขตปทุมธานีและผ่านถนนหลักกลาง กทม.เป็นการเคารพ หรือทำลายพุทธบัญญัติและธรรมวินัยว่า การเดินธุดงค์มีหลายลักษณะ เป็นป่าหรือสถานที่ก็ได้ เป็นการทำสมาธิ กำหนดจิตให้รู้ตัว ก็เป็นการปฏิบัติอย่างหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบข้อมูลเป็นการแห่รูปหล่อของหลวงพ่อสด ซึ่งเป็นการยกย่องเพื่อแสดงความกตัญญูในฐานะที่เมตตาเผยแผ่หลักธรรมคำสอน อีกทั้งเป็นการรวมชาวพุทธ ให้มาร่วมกิจกรรมแม้ว่าจะมีผลกระทบด้านการจราจรบ้างแต่หากมองที่ผล ลัพธ์แล้วเป็นเรื่องดี ที่เป็นการจุดประกายและจิตศรัทธาให้ชาวพุทธมาร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เหมือนการจัดทำบุญตักบาตรพระสงฆ์หลายหมื่นรูปที่ถนนเยาวราช ซึ่งเป็นเรื่องดี ไม่อยากให้มองแต่แง่ลบอย่างเดียว อยากให้มองว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์มากกว่า ..อดีตผอ.พศ.กล่าว

 

 


ขณะที่บทบาทของนายพนม ที่ผ่านมา สำหรับกรณีการจับควานหาตัว "ธัมมชโย" อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นที่ทราบกันดีว่านายพนม ไม่ดำเนินการตามคำร้องขอของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ตั้งแต่การประสานเรื่องการเข้ามอบตัว หรือการออกคำสั่งใดๆในฐานะผู้ปกครองสงฆ์

แต่ผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของดีเอสไอกับตำรวจในการดำเนินคดีทำให้ดีเอสไอขู่ที่จะพิจารณาดำเนินการฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ยังไม่ปรากฎความร่วมมือจากพศ.และคณะผู้ปกครองทางสงฆ์ ทำให้การแก้ปัญหาวัดธรรมกายไม่มีความคืบหน้า เจ้าหน้าที่ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ กระทั่งดีเอสไอต้องขอให้รัฐบาลและหัวหน้าคสช.ประกาศใช้มาตรา 44 ควบคู่ไปกับหมายค้นและหมายจับของศาลอาญา

 

อีกทั้งนายพนม เคยให้สัมภาษณ์ ในทำนองว่าวัดธรรมกายมีพระสงฆ์ทั้งหมด 1,250 รูป และพระทุกรูปในวัดมีใบสุทธิถูกต้อง และมั่นใจว่าไม่มีมือที่สามแฝงตัวเข้าไปเป็นพระ เพราะวัดธรรมกายมีมาตรการตรวจสอบเข้มงวด แต่ในข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าตรวจใบสุทธิได้ เพราะพระบางรูปก็อ้างว่าใบสุทธิหายไปกับน้ำท่วมใหญ่ปี 54

 

และนี่ก็เป็นตัวอย่างพฤติกรรมของ2อดีตผอ.พศ. ที่ทางมหาเถรสมาคม ชื่นชอนในการ


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน