บิ๊กตู่ ตัดสินใจ นายกฯคนใน ตามครรลองปชต.ทุกกระเบียดนิ้ว

"บิ๊กตู่" ตัดสินใจ "นายกฯคนใน" ตามครรลองปชต.ทุกกระเบียดนิ้ว

Publish 2019-01-31 08:02:34


เริ่มเป็นที่ชัดเจนขึ้นมาทุกขณะกับสถานการณ์ทางการเมือง  เป็นไปตามคาด ๔ รัฐมนตรี ลาออกไปเรียบร้อยเพื่อไปเดินลุยงานเดินหน้าพรรคพลังประชารัฐและเป็นที่ทราบดีว่า “พลังประชารัฐ” เป็นอีกหนึ่งพรรคที่จะปูทางให้ พลเอก ประยุทธ์ ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีรอบสอง ซึ่งเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย  ในช่วงนี้มาติดตามกันที่อนาคตทางการเมืองของ “พล.อ.ประยุทธ์” ซึ่งมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่ได้ให้สัมภาษณ์ เน้นว่าหากตัดสินใจจะเลือกอยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองต้องอยู่ในบัญชีนายกฯ    นั่นก็จะหมายความว่าหากจะแปลความตามที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ได้บอกนั้นคงจะ ไม่มีนายกรัฐมนตรี ก๊อกสอง ไม่มีนายกฯ คนนอก  อย่างไรก็ตาม ช่วงวันที่ 4-8 ก.พ. จะรู้ว่าตนจะอยู่ต่อหรือไม่ แต่มีคำตอบอยู่ในใจขั้นแรกแล้ว

 

 

29 มกราคม 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ    กล่าวถึงอนาคตทางการเมืองว่า การตัดสินใจทางการเมืองบอกแล้วว่าต้องรอให้เขามาเชิญก่อน เมื่อเชิญมาแล้วก็ต้องมีเวลาที่จะต้องนำนโยบายเขามาศึกษา ว่ามีความเป็นไปได้อย่างไร ถ้าจะร่วมกับเขาในทางการเมือง ต้องดูหลายๆ นโยบายว่ารับได้หรือไม่ เพราะทำงานมา 4-5 ปี ก็พอรู้บ้างว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรทำได้หรือไม่ได้ 

 

“เมื่อเขามาเชิญผม ผมต้องพิจารณาอย่างที่ว่า ขอเวลาสักนิดในการพิจารณาว่าผมควรจะอยู่หรือไม่อยู่ ควรจะทำต่อหรือไม่ทำต่อ ถ้าทำต่อ จะทำอะไร มากน้อยแค่ไหนอย่างไร มันมีเวลาให้ผมตัดสินใจ เพราะเขาบอกแล้วว่า ถ้าต้องเสนอรายชื่อนายกฯ ในช่วง 4-8 ก.พ.นี้ ผมก็จะพิจารณาในช่วงนั้น ก็จะรู้กันตอนนั้นว่าอยู่หรือไม่อยู่ อย่าเพิ่งเร่งรัดอะไรผมมากนักเลย รวมถึงเรื่องบทบาทของผมได้มอบหมายในที่ประชุมวันนี้ ขอให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องช่วยไปหารือฝ่ายกฎหมาย ทั้งกฤษฎีกาและ กกต.ให้เกิดความชัดเจน ไม่ว่าจะการเยี่ยมประชาชน การประชุม ครม.นอกสถานที่ แม้กระทั่งการพูดจาในวันศุกร์ เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมส่วนตัวนั้น ผมก็จะถามเขาหมดว่าทำได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในทางการเมืองต่อไปในการทำผิดกฎหมาย ผมต้องรอบคอบในการตัดสินใจของผม”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เต็งหนึ่ง! "พรรคพลังประชารัฐ" แย้ม จ่อเชิญ "บิ๊กตู่" ขึ้นบัญชีว่าที่นายกฯ !
 

 

    เมื่อถามว่า ช่วงวันที่ 4-8 ก.พ.นี้ หากนายกฯ ตัดสินตอบรับพรรคการเมือง วันนั้นจะลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์สวนว่า ถ้าลาออกแล้วใครจะทำ ไม่ออก เป็นนายกฯ อยู่อย่างนี้แหละ กฎหมายไม่ได้ให้ออกก็ไม่ออก ส่วนเรื่องการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้า คสช.นั้น คสช.เขาต้องอยู่ถึงเมื่อไหร่ อยู่จนถึงมีรัฐบาลใหม่ใช่หรือไม่ เมื่อรู้แล้วก็ตามนั้น อย่ามาถาม ส่วนการหารือกับฝ่ายกฎหมายและ กกต. เดี๋ยวเขาก็จะหารือในวันนี้พรุ่งนี้จะรีบร้อนไปไหน “มีคำตอบอยู่แล้ว จะอยู่หรือไม่อยู่ มีคำตอบอยู่ในใจขั้นแรกแล้ว ผมบอกแล้วขอดูก่อน ดูนโยบายอะไรต่างๆ และจะมีปัญหากับการเป็นนายกฯ ของผมหรือเปล่า ผมคงลาออกตอนนั้นไม่ได้อยู่แล้ว การเป็นนายกฯ และหัวหน้า คสช. ถ้าจะระมัดระวังตัวเอง ก็ไม่ต้องพูดอะไรเลย” 

 

 เมื่อถามว่า นายกฯ ต้องถามใครอีกหรือไม่ก่อนตัดสินใจนอกจากถามตัวเอง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “มีคำตอบอยู่แล้ว จะอยู่หรือไม่อยู่ มีคำตอบอยู่ในใจขั้นแรกแล้ว ผมบอกแล้วขอดูก่อน ดูนโยบายอะไรต่างๆ และจะมีปัญหากับการเป็นนายกฯ ของผมหรือเปล่า ผมคงลาออกตอนนั้นไม่ได้อยู่แล้ว การเป็นนายกฯ และหัวหน้า คสช. ถ้าจะระมัดระวังตัวเอง ก็ไม่ต้องพูดอะไรเลย” การตัดสินใจไม่เกี่ยวกับครอบครัว เป็นเรื่องของตนเอง ทุกคนเข้าใจสถานการณ์อยู่แล้ว ให้เกียรติซึ่งกันและกัน

 

มันต้องอยู่มั้ง ไม่มีอย่างอื่น ถ้าอยู่คือต้องอยู่ในบัญชีนายกฯ เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวจะไปบอกว่าจะเป็นนายกฯ คนใน คนนอก วุ่นวายไปหมด ถ้าอยู่ก็อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกฯ
 



เมื่อถามว่า หากตัดสินใจจะเลือกอยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มันต้องอยู่มั้ง ไม่มีอย่างอื่น ถ้าอยู่คือต้องอยู่ในบัญชีนายกฯ เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวจะไปบอกว่าจะเป็นนายกฯ คนใน คนนอก วุ่นวายไปหมด ถ้าอยู่ก็อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกฯ ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็คือคำพูดของ “พล.อ.ประยุทธ์” ที่ระบุเอาไว้ว่า หากตัดสินใจจะเลือกอยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองจะต้องเป็นนายกฯ คนใน  เราคงต้องติดตามเพราะวันเลือกตั้งก็ได้กำหนดแล้วว่าคือวันที่ 24 มีนาคม 2562 และการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. จะมีขึ้นในวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์นี้ สิ่งที่การเมืองทุกคนเฝ้าดูคือ “พลเอกประยุทธ์” จะมีชื่อเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใดหรือไม่ ซึ่งอย่างช้าที่จะทราบกันคือวันสุดท้ายของการสมัคร ส.ส. คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

 

 

เพราะฉะนั้นเพื่อความชัดเจน หากพลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งจะต้องทำอะไรบ้าง ?? ... พรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใดได้แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดรับสมัคร ส.ส. ว่าจะเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะเสนอได้ไม่เกิน 3 ชื่อ (มาตรา 88)    ประเด็นต้องพิจารณาคงต้องดูที่ข้อกฎหมาย  ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560  กำหนดรายละเอียดขั้นตอนการแต่งตั้งบุคคลผู้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี

 

ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. ก่อนอีกต่อไปแล้วแต่จะต้องอยู่ในรายชื่อที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใดได้แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดรับสมัคร ส.ส. ว่าจะเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะเสนอได้ไม่เกิน 3 ชื่อ (มาตรา 88)  ภายใต้เงื่อนไขว่าพรรคการเมืองนั้นต้องได้ ส.ส. ไม่น้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ คือ 25 คน (มาตรา 159) ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขว่าพรรคการเมืองนั้นต้องได้ ส.ส. ไม่น้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ คือ 25 คน (มาตรา 159)

 


ในช่วง 5 ปีแรก การเลือกนายกรัฐมนตรีจะกระทำใน ‘ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา’ (บทเฉพาะกาล มาตรา 272)     ประเด็นที่ต้องพิจารณา โดยในช่วง 5 ปีแรก การเลือกนายกรัฐมนตรีจะกระทำใน ‘ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา’ (บทเฉพาะกาล มาตรา 272)  ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา’ (มาตรา 272) ส.ส. มี 500 คน ส.ว. มี 250 คน รวมเป็น 750 คน กึ่งหนึ่งเท่ากับ 375 มากกว่ากึ่งหนึ่งก็คือต้องได้ 376 เสียงขึ้นไป สภาที่จะลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี จึงไม่ใช่แค่สภาผู้แทนราษฏร แต่วุฒิสภาจะร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย โดยผู้ที่จะได้รับการทูลเกล้าให้ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา’ (มาตรา 272) ส.ส. มี 500 คน ส.ว. มี 250 คน รวมเป็น 750 คน กึ่งหนึ่งเท่ากับ 375 มากกว่ากึ่งหนึ่ง

 

ก็คือต้องได้ 376 เสียงขึ้นไป เพราะฉะนั้นเพื่อความชัดเจนจะได้มาพิจารณารัฐธรรมนูญ โดยละเอียดดังต่อไปนี้  มาตรา 88  ระบุเอาไว้ว่า  ในการเลือกตั้งทั่วไป ให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแจ้งรายชื่อบุคคล  ซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เกินสามรายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนทราบ และให้นําความในมาตรา 87 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม พรรคการเมืองจะไม่เสนอรายชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งก็ได้  (หรือเท่ากับบุคคลผู้ถูกเสนอชื่อสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีดังกล่าว  ได้รับการยกเว้นไม่ต้องสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.)

 


สำหรับนายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159" ระบุว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา  88  เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิก  ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร  การเสนอชื่อตามวรรคหนึ่งต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร 

 


 



มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องกระทําโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร  ยังมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเกี่ยวเนื่องไว้เพิ่มเติม โดยในบทเฉพาะกาล  มาตรา 272  ระบุว่า  ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้  การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดําเนินการตามมาตรา 159 เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159  วรรคหนึ่ง  ให้กระทําในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา  159 วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

 

ในระหว่างเวลาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา  88  ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้ดําเนินการตามวรรคหนึ่งต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้

 


     กรณีนี้ก็คือต้องใช้เสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 251 จาก 500 เสียงขึ้นไป เพื่อยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา โดยให้เรียกประชุมเพื่อหาเสียงสมาชิกรัฐสภา 2 ใน 3 เพื่องดเว้น การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในบัญชีได้  ซึ่งประเด็นนี้แปลความโดยง่าย ก็คือ การพิจารณาบุคคลผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี  จากบุคคลภายนอกจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนำเสนอขึ้นมา  และกรณีของพล.อ.ประยุทธ์  ก็อาจอยู่ในกรณีนี้ได้  ถ้าไม่ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองในรูปของสมาชิกพรรค และเป็น 1 ใน 3 บัญชีรายชื่อที่ถูกพรรคพลังประชารัฐนำเสนอ  เพียงแต่น่าจะเป็นทางเลือกท้ายสุดที่เกิดขึ้น

 

 

 

เป็นที่รู้กันว่า “พรรคพลังประชารัฐ” เป็นพรรคการเมืองที่มีอดีต 4 รัฐมนจรีในรัฐบาลคสช . ดร.อุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีอุตสาหกรรมเป็น หัวหน้าพรรค มี คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์เป็น เลขาธิการพรรค  สถานการณ์การนั่ง“นายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง” ของ พล.อ.ประยุทธ์จึงโฟกัสมาที่พรรคนี้เป็นสำคัญ 30 ม.ค.62 ที่พรรคพลังประชารัฐ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค) ถึงข้อสรุปรายชื่อบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีในนามของพรรค  ว่า  เป็นแนวคิดที่ดีที่จะให้แคนดิเดตนายกฯมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย อย่างไรก็ตามทุกอย่างจะเป็นไปตามกระบวนการ รับรองไม่ช้า   สำหรับชื่อบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกฯจะรู้เร็วๆนี้แน่นอน โดยผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นจากสมาชิกภายในพรรคและกรรมการบริหารพรรค และจะมีแค่บัญชีเดียวแต่จะใส่ชื่อกี่คนให้รอดู

 

 

เมื่อสรุปแล้วจะมีการเชิญบุคคลนั้นๆต่อไป ส่วนจะมีชื่อของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพียงชื่อเดียวหรือไม่ก็ยังตอบไม่ได้   ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อกระบวนการของพรรคจะจบในวันที่ 30 ม.ค.นี้ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะส่งเทียบเชิญนายกฯวันที่ 1 ก.พ. และเปิดตัวในวันที่ 2 ก.พ.พร้อมกับการเป็นตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศเลย นายอุตตม กล่าวพร้อมชูมือว่า “ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น” 

 

 

 

ขณะที่ 27 มกราคม 2562 ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล  อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ และ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊ก เผยแพร่ บทวิเคราะห์ : พลเอกประยุทธ์จะต้องทำอย่างไรถ้าต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปหลังเลือกตั้ง ผลที่จะตามมาคืออะไร และดังนั้น พลเอกประยุทธ์ควรจะลงเป็นว่าที่นายกฯ หรือไม่ มีรายละเอียด ระบุว่าพลเอกประยุทธ์ควรจะลงว่าที่นายกรัฐมนตรีหรือไม่  ถ้าพลเอกประยุทธ์จะลงว่าที่นายกรัฐมนตรีก็จะต้องเผชิญกับคำถามมากมาย ที่ไม่มีทางทำให้คนที่ไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ และแม้กระทั่งคนที่อยู่ตรงกลางๆ เข้าใจได้ และดังที่กล่าวในประเด็นที่สองไปแล้ว คือต่อให้อยากเป็นโอกาสที่จะได้เป็นก็มีน้อย หรือถ้าเป็นได้ก็ไม่น่าจะอยู่ได้นาน

 


ดังนั้น ทางเลือกที่น่าจะดีที่สุดสำหรับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คือถอยกลับสู่สถานะ ‘คนกลาง’ ที่ไม่มีส่วนได้เสียกับผลการเลือกตั้ง ด้วยการไม่ลงว่าที่นายกรัฐมนตรี คำถามและแรงกดดันในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องมาตรา 44 เรื่องการเลือก ส.ว. เรื่องการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี และเรื่องการเลือกตั้งก็จะคลายลงไปแน่นอนว่าพลเอกประยุทธ์มีสิทธิที่จะลงเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ห้ามไว้

 


ดังนั้น ตามกติกาดังที่ได้กล่าวมา สิ่งที่ “พลเอกประยุทธ์” ต้องทำ ถ้าต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป มีดังต่อไปนี้คือ  ตอบรับเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งต้องตอบรับและแจ้ง กกต. ภายในวันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ แน่นอนว่าพลเอกประยุทธ์มีสิทธิที่จะลงเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี  มาตามครรลองประชาธิปไตยทุกระเบียบนิ้ว

 


 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

กกต. เผยลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าวันแรก ยอดทะลุ 8 พันคน ยืนยัน การเปิดรับสมัครส.ส.ไร้ปัญหา ผ่านไปด้วยดี

กกต. เผยตัวอย่าง "บัตรเลือกตั้ง" แนะประชาชนทำความเข้าใจ มีบัตรใบเดียว กาเบอร์เดียวส่งผล 3 อย่าง


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา