กระทรวงมหาดไทย ขยายเวลาจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้การใช้กฎหมายเป็นไปด้วยความรอบคอบถูกต้องและเป็นธรรมกับประชาชนผู้เสียภาษี

กระทรวงมหาดไทย ขยายเวลาจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้การใช้กฎหมายเป็นไปด้วยความรอบคอบถูกต้องและเป็นธรรมกับประชาชนผู้เสียภาษี

Publish 2019-12-13 11:53:09


          เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2562 นายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดเผยว่า ตามที่พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2562 โดยกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศเริ่มจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แทนภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

          อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวต่อว่า เนื่องจากการดำเนินการตามกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นเรื่องใหม่ที่ทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติของอปท. และประชาชนผู้เสียภาษี ยังไม่คุ้นเคยกับระบบการจัดเก็บภาษี ประกอบกับมีการตรากฎหมายลำดับรองหลายฉบับซึ่งมีหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และรายละเอียดที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องทำความเข้าใจและถือปฏิบัติให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้น เพื่อให้การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นปีแรกของการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีความรอบคอบ ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นธรรมกับประชาชนผู้เสียภาษี พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงเห็นชอบให้มีการขยายกำหนดเวลาดำเนินการของผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกไปเป็นการทั่วไป เฉพาะการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปี พ.ศ. 2563 รวม 7 เรื่อง โดย 5 เรื่อง เป็นเรื่องที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องดำเนินการ คือ การประกาศแจ้งรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การแจ้งประเมินภาษี การแจ้งเตือนภาษีค้างชำระ การแจ้งรายชื่อผู้ค้างชำระภาษี และอีก 2 เรื่อง เป็นเรื่องประชาชนผู้เสียภาษีจะต้องดำเนินการ คือ การชำระภาษี และการผ่อนชำระภาษี




          การขยายเวลาดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการเลื่อนระยะเวลาบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งต้องดำเนินการโดยการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติตามขั้นตอนการเสนอกฎหมาย แต่เป็นเพียงการขยายกำหนดเวลาดำเนินการของผู้เกี่ยวข้องซึ่งจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่จะพิจารณาขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาดำเนินการตามกฎหมายออกไปเป็นการทั่วไปตามความจำเป็นแก่กรณีได้ ซึ่งการขยายระยะเวลาดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวจะส่งผลดีทั้งต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนผู้เสียภาษี กล่าวคือ กรณีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีระยะเวลาในการศึกษา ทำความเข้าใจในรายละเอียดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องเป็นแนวทางเดียวกัน แจ้งประเมินภาษีถูกต้อง ครบถ้วนเป็นธรรมต่อประชาชนผู้เสียภาษี และในส่วนของพี่น้องประชาชนผู้เสียภาษีก็จะมีผลดีโดยตรง เนื่องจากจะมีระยะเวลาเตรียมการชำระภาษีภายหลังจากที่ได้รับแจ้งการประเมินภาษีจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้น จากเดิมต้องเสียภาษีภายในเดือนเมษายน 2563 จะได้ขยายเวลาชำระภาษีเป็นตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม 2563 โดยไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหากชำระภาษีภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว และจะมีระยะเวลาการผ่อนชำระภาษีไปจนถึงเดือนตุลาคม 2563 อีกด้วย

           “แม้ว่าการขยายระยะเวลาดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวอาจทำให้การจัดเก็บรายได้ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งล่าช้ากว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ยังอยู่ภายในกรอบปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และจะไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ในภาพรวมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะรายได้ในส่วนนี้จะเป็นเพียงประมาณร้อยละ 5 ของรายได้ทั้งหมด เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ มีรายได้หลักจากภาษี ค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่รัฐจัดเก็บและจัดสรรให้ ภาษีที่รัฐแบ่งให้ และเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีรายได้เพียงพอสำหรับนำไปใช้ในการจัดบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในท้องถิ่น” นายประยูรกล่าว

 

ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2562