เปิดความจริงอีกด้าน !! ลูกศิษย์สำนักสงฆ์ บุญญพลัง โชว์หลักฐานไม่ได้ทำผิดกม.สุดงง หน.เขื่อนศรีฯจ้องเล่นงาน มีนัยยะหรือไม่!? (ชมคลิป)

เปิดความจริงอีกด้าน !! ลูกศิษย์สำนักสงฆ์ บุญญพลัง โชว์หลักฐานไม่ได้ทำผิดกม.สุดงง หน.เขื่อนศรีฯจ้องเล่นงาน มีนัยยะหรือไม่!? (ชมคลิป)

Publish 2018-04-02 15:27:30

หลังจากที่ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวทีนิวส์ ได้รายงานข่าวเมื่อวันที่ 24 มี.ค.61  ที่นายฐิติ โสมภีร์ หัวหน้าอุทยานฯเขื่อนศรีนครินทร์ นายชัยศิริ ชุมแสง ปลัดฝ่ายป้องกัน อ.ศรีสวัสดิ์ ทหารร้อยรส.อ.ศรีสวัสดิ์ เจ้าหน้าที่บก.ปทส.ภ.จว.กาญจนบุรีพร้อมกำลังกว่า 40 นาย เข้าตรวจสอบสำนักสงฆ์ พุทธสถานบุญญพลัง บ้านท่าสนุ่น ม.4 ต.ด่านแม่แฉลบ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เป็นรอบที่ สอง หลังจากที่เคยเข้าตรวจสอบสำรวจไปแล้วเมื่อวันที่ 18 ก.ค.60 ที่ผ่านมา  (อ่านข่าวเพิ่มเติม :    อุทยานฯเขื่อนศรีนครินทร์ขนย้ายสัตว์ป่า วัดดัง อ.ศรีสวัสดิ์ ส่วนกวางป่าและนกยูงรอตรวจสอบ วัดอ้างมีเอกสารครอบครอง (มีคลิป)

 

ซึ่งครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ได้พบมีสัตว์ป่าคุ้มครองหลายชนิดทั้ง กวาง นกยูง นก เต่า จำนวนหนึ่ง รวมทั้งไม้แปรรูปแผ่นขนาดใหญ่อีกจำนวนมาก จึงทำการตรวจยึด โดยวัดแห่งนี้ได้ขออนุญาตต่อกรมอุทยานฯ ในโครงการพุทธอุทยาน ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แต่การก่อสร้างต่างๆทางสำนักสงฆ์ ไม่ได้แจ้งให้ทางอุทยานฯทราบ อันเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนข้อตกลง จึงได้สั่งให้หยุดดำเนินการก่อสร้างทุกอย่าง ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้ว
(อ่านข่าวเพิ่มเติม : อุทยานฯ เขื่อนศรีนครินทร์ เข้าตรวจยึดคืนพื้นที่วัดดังโลกโซเซียล ขอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ หลังวัดไม่สนเพิกถอนพุทธอุทยาน )
 

ในวันนั้น นายฐิติ โสมภีร์ หัวหน้าอุทยานฯเขื่อนศรีนครินทร์ ได้เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกรณีที่มีการโพสต์ ภาพสิ่งปลูกสร้างสำนักสงฆ์-รีสอร์ท ทางโซเชียลมีเดีย ใช้ชื่อหัวข้อ "ภาพว่อนสำนักสงฆ์-รีสอร์ทโผล่ในป่า เหนือเขื่อนศรีนครินทร์" คณะเจ้าหน้าที่ประกอบด้วย จนท.ของส่วนอุทยานฯสบอ.3 อช.เขื่อนศรีนครินทร์ ทหาร และฝ่ายปกครอง อ.ศรีสวัสดิ์ ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ เมื่อวันที่18 ก.ค.2560 ปีที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่ดังกล่าว เป็นที่พักสงฆ์พุทธสถานบุญญพลัง ตั้งอยู่ท้องที่บ้านท่าสนุ่น ม.4 ต.ด่านแม่แฉลบ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ในเขต อช.เขื่อนศรีนครินทร์
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กรมอุทยานฯ อนุมัติให้ดำเนินโครงการส่งเสริม ให้ที่พักสงฆ์ช่วยงานด้านป่าไม้ ระยะที่สอง เนื้อที่ 20 ไร่ 2 งาน โดยเข้าร่วมโครงการฯ เมื่อปีพ.ศ.2559 โดยหลังตรวจสอบพบมีการกระทำผิดข้อตกลงเงื่อนไข โดยมีการก่อสร้างสิ่งต่างๆหลายรายการ ประกอบด้วย ศาลาปฏิบัติธรรม กุฏิ หอฉันท์ และห้องน้ำ ด้านข้างศาลาฯ มีการสร้างบันไดขึ้นไปบนยอดเขา ระยะทางราว 200 เมตร ซึ่งบนยอดเขานั้นมีการก่อสร้างฐาน และโครงสร้างพระพุทธรูป ขนาดหน้าตัก 35 เมตรสูง 60 เมตร แต่การก่อสร้างต่างๆทางสำนักสงฆ์ ไม่ได้แจ้งให้ทางอุทยานฯทราบ อันเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอน ข้อตกลงโดยไม่ขออนุญาตจากกรมอุทยานฯ รวมทั้งพบว่ามีทั้งสัตว์ป่าคุ้มครอง หลายชนิด และไม้แปรรูปแผ่นขนาดใหญ่อีกจำนวนมาก จนถูกดำเนินคดี
 



เปิดความจริงอีกด้าน !! ลูกศิษย์สำนักสงฆ์ บุญญพลัง โชว์หลักฐานไม่ได้ทำผิดกม.สุดงง หน.เขื่อนศรีฯจ้องเล่นงาน มีนัยยะหรือไม่!? (ชมคลิป)

กรมอุทยานฯจึงได้มีหนังสือเพิกถอนที่พักสงฆ์แห่งนี้ ออกจากโครงการพุทธอุทยานในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ระยะที่สอง เมื่อวันที่ 12 ต.ค.2560 โดยเมื่อวันที่ 5 พ.ย.2560 ทางอุทยานฯเขื่อนศรีนครินทร์ ก็ได้มีหนังสือแจ้งให้ทางสำนักสงฆ์แห่งนี้ ทราบในเรื่องถูกเพิกถอนไปก่อนแล้ว แต่ก็ยังเพิกเฉยและมีการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง จึงได้เข้าดำเนินการตรวจยึดคืนพื้นที่ในวันนี้
ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำตัวพระสมฤทธิ์ รัตนญาโณ (ธรรมกะ  บุญญพลัง) เจ้าอาวาส และพระนที กัสปะ รับว่าเป็นผู้ดูแลวัด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ด่านแม่แฉลบดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป
 

หลังจากที่สำนักข่าวทีนิวส์ ได้รายงานข่าวไปแล้วนั้น ต่อมาวันที่ 1 เม.ย.61 ได้มี นายวีรจักร์ ศิโรจน์ชยางกุล ผู้รับมอบอำนาจ  และ นางพิมวริณ เลิศก่อกิจ ลูกศิษย์วัด พร้อมคณะลูกศิษย์ของ สำนักสงฆ์ พุทธสถานบุญญพลัง  เดินทางเข้ามาขอความเป็นธรรม เนื่องจากการนำเสนอข่าวนั้น เป็นเพียงการให้ข้อมูลของ นายฐิติ โสมภีร์ หัวหน้าอุทยานฯเขื่อนศรีนครินทร์ แต่เพียงฝ่ายเดียว จึงอยากขอชี้แจงและนำเอกสารหลักฐาน เพื่อมาชี้แจงว่า ทางสำนักสงฆ์ ไม่ได้ทำผิดข้อตกลงเลย การเข้ามาเพิกถอนและจับกุมเจ้าอาวาสและเจ้าหน้าที่วัดไปดำเนินคดีนั้นเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญาม.157  
นางพิมวริณ เลิศก่อกิจ ลูกศิษย์วัด กล่าวว่า พื้นที่เดิมของที่ตั้งพุทธสถานบุญญพลังแห่งนี้ เป็นป่าเสื่อมโทรม ชาวบ้านบุกรุกเข้าทำประโยชน์หาของป่า ชาวบ้านจึงเข้าจับจองเพื่อทำกินเรื่อยมา ก่อนที่จะเป็นเขื่อนกักเก็บน้ำ โดยพื้นที่นี้ นายลือ จึงได้จับจองและเสียภาษี ภบท.5 เรื่อยมา จนปี 2536 จึงได้มอบเป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติธรรม จนปี 2550 พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง ได้บวชเป็นพระและเดินทางมาสร้างสถานปฏิบัติธรรมขึ้น 
 

ต่อมาเมื่อปี 2558  รัฐบาลได้ดำเนินการตรวจสอบ อายัด พื้นที่ที่มีการบุกรุกที่ป่าของรัฐ จึงได้มีการไล่รื้อทำลาย และเมื่อเจ้าหน้าที่อุทยาน ได้ทราบว่า ที่บริเวณบ้านท่านสนุน ได้มีที่พักสงฆ์พุทธสถานบุญญพลัง จึงได้มาสำรวจพูดคุยเพื่อหาทางออก ให้ป่า กับวัด อยู่ร่วมกันได้ ซึ่งในช่วงที่มาสำรวจ เจ้าหน้าที่ก็ได้ตรวจสอบถ่ายภาพสถานที่อย่างละเอียด จนเกิดโครงการพุทธอุทยาน เพื่อให้สำนักสงฆ์ ได้เป็นผู้ช่วยงานด้านป่าไม้ ขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว ระหว่างปี 2559 – 2563

ขณะที่การนำเสนอเอกสาร หลักฐานต่างๆ  ทางคณะลูกศิษย์วัดยังได้ตั้งข้อสังเกตหลายอย่างว่า  การทำโครงการพุทธอุทยาน นั้นเป็นโครงการที่นายฐิติ โสมภีร์ เป็นผู้เขียนโครงการ และวันนี้คนที่มาจับและกล่าวอ้างว่า ทางวัดทำผิดข้อตกลง ก็คือนายฐิติ เอง 
นายวีรจักร์ ศิโรจน์ชยางกุล ผู้รับมอบอำนาจ สำนักสงฆ์ พุทธสถานบุญญพลัง  กล่าวว่า  เมื่อวันที่ 24 มี.ค.61 นายฐิติ ได้นำเจ้าหน้าที่เข้ามา แจ้งเพิกถอนสำนักสงฆ์ โดยให้เหตุผลว่า เราทำผิดข้อตกลง คือ เงื่อนไข โดยมีการก่อสร้างสิ่งต่างๆหลายรายการ ประกอบด้วย ศาลาปฏิบัติธรรม กุฏิ หอฉันท์ และห้องน้ำ ด้านข้างศาลาฯ มีการสร้างบันไดขึ้นไปบนยอดเขา ระยะทางราว 200 เมตร ซึ่งบนยอดเขานั้นมีการก่อสร้างฐาน และโครงสร้างพระพุทธรูป ขนาดหน้าตัก 35 เมตรสูง 60 เมตร แต่การก่อสร้างต่างๆทางสำนักสงฆ์ ไม่ได้แจ้งให้ทางอุทยานฯทราบ  มีไม้แปรรูปขนาดใหญ่ 44 แผ่น และมีสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครอง เราจึงอยากจะชี้แจงทีละประเด็นคือ
 

ลูกศิษย์สำนักสงฆ์ บุญญพลัง โชว์หลักฐานไม่ได้ทำผิดกม.สุดงง หน.เขื่อนศรีฯจ้องเล่นงาน มีนัยยะหรือไม่!?

1. ประเด็นการกล่าวหาว่า มีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยไม่ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ ทางสำนักสงฆ์ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะการก่อสร้างทั้งหมด มีมาก่อนที่จะทำโครงการพุทธอุทยาน เจ้าหน้าที่ฯเข้ามาสำรวจ ถ่ายภาพ ก็พบการก่อสร้างแล้ว และในบันทึกข้อตกลงโครงการ ก็มีการถ่ายภาพและระบุฐานพระพุทธรูปที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และพระพุทธรูปปูนปั้น ไว้ก่อนแล้ว จะหาว่า ทางวัดก่อสร้างทีหลังโดยไม่แจ้งได้อย่างไร และที่สำคัญ ในห้วงการทำโครงการ ทางวัดก็ไม่ได้มีการก่อสร้างสิ่งใหม่ หรือตัดต้นไม้ เพื่อก่อสร้างใดๆเลย  แต่เป็นการก่อสร้างในสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่เพียงเท่านั้น


2. ส่วนเรื่องสัตว์ป่าคุ้มครองนั้น ทางลูกศิษย์หลวงพ่อ ที่เป็นเจ้าของสวนสัตว์ ได้มีการถวายกวางลูกผสม จำนวน 4 ตัว ตั้งแต่ปี 54 มีเอกสารครอบครองถูกต้องตามกฎหมาย นกยูงอินเดีย ก็มี มาลัย ฟาร์ม ณ ชะอำ ได้มอบถวายเป็นนกยูงอินเดีย จำนวน 3 ตัว ซึ่งก็มีเอกสารถูกต้อง ส่วนสัตว์อื่นๆ เช่นเต่าเหลือง ตะพาบน้ำ เกิดจากลูกศิษย์ไปเจอ ขณะชาวบ้านจับได้เตรียมไปทำอาหาร จึงขอซื้อแล้วนำมาถวายวัด  และสุดท้ายคือ นกเหยี่ยวซึ่งก็เป็นนกธรรมชาติ ทางวัดไม่ได้เลี้ยงไว้ มันบินมาเอง ก็ปล่อยตามธรรรมชาติ แต่เจ้าหน้าที่ก็มาจับไปแล้วว่าทางวัดเป็นผู้ครอบครองไว้ 
 

 

และประเด็นสุดท้าย คือ เรื่องไม้แปรรูป นั้นเป็นไม้เก่า ที่ชาวบ้านนำมาถวาย ซึ่งเป็นไม้เก่า ลอยน้ำได้ ทางวัดก็รับมอบมา เพื่อเอาไว้ให้พระสงฆ์ปูนั่ง เวลาปฏิบัติธรรมและฟังธรรม ก็เพียงเท่านั้น


ซึ่งเมื่อครั้งที่ เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ และแจ้งข้อหาไป ทางวัดก็ได้นำเอกสารไปชี้แจง ต่อเจ้าหน้าที่ตร.สภ.ด่านแม่แฉลบ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้รับทราบข้อมูล อยู่ระหว่างการรอผลว่า สุดท้ายแล้วทั้ง ครอบครองสัตว์ป่า และไม้แปรรูป จะเข้าข่ายความผิดหรือไม่ เบื้องต้นทางตร.แจ้งว่า จากพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าทางวัดไม่ได้มีเจตนาจะครอบครองเพื่อธุรกิจ หรือหารายได้ จึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง แต่ก็ต้องรอให้มีหนังสือคำสั่งอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง
แต่กรณีวันที่ 24 มี.ค. ที่เจ้าหน้าที่บุกเข้ามาจับกุมหาว่า ทางสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่นั้น ทางวัดเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่า หลังจากที่อุทยานเข้าตรวจสอบและแจ้งข้อกล่าวหาว่าเราครอบครองสัตว์ป่า และมีไม้แปรรูป รวมถึงว่าเราก่อเสร้างเพิ่มเติมโดยไม่แจ้ง จนมาซึ่งคำสั่งเพิกถอนนั้น ทางวัดเรา ไม่ได้นิ่งนอนใจ หลังวันที่ 18 ก.ค.60 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและตรวจยึดสิ่งผิดกฎหมายไป เราก็ได้ทำหนังสือชี้แจง ไปเมื่อวันที่ 19 ก.ย.60  แต่ทางกรมอุทยาน ก็ไม่ได้รับฟัง  จนทางกรมอุทยานฯ ได้มีหนังสือสั่งเพิกถอนที่พักสงฆ์แห่งนี้ ออกจากโครงการพุทธอุทยานในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ระยะที่สอง เมื่อวันที่ 12 ต.ค.60  

 

เราจึงได้ยื่นหนังสืออุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนโครงการที่พักสงฆ์บุญญพลังเมื่อวันที่ 30 พ.ย. โดยชี้แจงตามเอกสาร หลักฐานข้างต้น  และขณะเดียวกันทางวัดได้ไปยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมที่ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาญจนบุรี  จนนำมาสู่การพิจารณาในวันที่ 21 ธ.ค.60  โดยในที่ประชุม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.กาญจนบุรี ได้มีมติประชุมเรื่องที่สำนักสงฆ์ บุญญพลัง ได้ร้องขอความเป็นธรรมกรณีกรมอุทยาน สั่งเพิกถอนที่พักสงฆ์ ฯ โดยในรายงานการประชุม ได้มีการระบุว่า ผอ.สนง.ทส.จ.กาญจนบุรี ได้สอบถามผู้แทนอุทยานฯศรีนครินทร์ ว่า “การดำเนินการตามคำสั่งเพิกถอนฯ ต้องรอผลการดำนินคดีด้วยหรือไม่  ซึ่ง ทางผู้แทน ตอบว่า อุทยานเขื่อนศรีนครินทร์ ห้ามมิให้ดำเนินการก่อสร้างใดๆ ในพื้นที่ แต่กิจกรรมการปฏิบัติไม่ได้หวงห้ามแต่อย่างใด เนื่องจากอยู่ระหว่างที่ สำนักสงฆ์ฯ อุทธรณ์คำสั่งเพิกถอน  ซึ่งมติที่ประชุม ก็เห็นชอบตามนี้


นายวีรจักร์ ศิโรจน์ชยางกุล กล่าวต่อว่า  เราแปลกใจว่า เมื่อผู้แทนของ อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ได้แจ้งต่อ ที่ประชุม ของจังหวัดว่า ทางสำนักสงฆ์สามารถดำเนินกิจกรรม ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ ในช่วงที่อุทธรณ์ คำสั่งเพิกถอนฯ  แล้วเหตุใด ในวันที่ 24 มี.ค. 61 นายฐิติ โสมภีร์ หัวหน้าอุทยานฯเขื่อนศรีนครินทร์ จึงได้นำกำลังเจ้าหน้าที่บุกเข้าจับกุม กล่าวหาว่าเราบุกรุกที่เขตอุทยาน แถมยังควบคุมตัวเจ้าอาวาส และ พระสงฆ์ ส่งดำเนินคดีที่ สภ.ด่านแม่แฉลบอีกด้วย  
ซึ่งล่าสุดในวันนี้(2 เม.ย.61 ) นายวีรจักร ศิโรจน์ชยางกุล ผู้รับมอบอำนาจและคณะลูกศิษย์สำนักสงฆ์บุญญพลัง ได้เดินทางมายื่นเรื่องร้องเรียน และขอความเป็นธรรม กรณีที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯเขื่อนศรีนครินทร์ ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  และไม่ได้ยึดถือต่อ มติที่ประชุมจังหวัด ที่ให้ทางวัดสามารถประกอบกิจกรรมทางศาสนาได้ ในช่วงที่รอ การยื่นอุทธรณ์คำสั่งอยู่ ซึ่งเรื่องนี้จะมีบทสรุปอย่างไร ก็คงต้องรอติดตามกันต่อไป

 

ทีมข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์
 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วีรวิชญ์ ชมภูทรัพย์ศิริ