ช่างกล้า!! นักเขียนดัง วินทร์ เลียววาริณ ชี้... คำยกย่องคุณวิเศษของพระพุทธเจ้าก็เหมือนเปรียบกับซูเปอร์แมน... เป็นแค่คำอุปมาธรรมดา!!

ช่างกล้า!! นักเขียนดัง "วินทร์ เลียววาริณ" ชี้... คำยกย่องคุณวิเศษของพระพุทธเจ้าก็เหมือนเปรียบกับซูเปอร์แมน... เป็นแค่คำอุปมาธรรมดา!!

Publish 2017-03-16 12:09:53

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม วานนี้ วินทร์ เลียววาริณ นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อเขียนเรื่อง "ยกพระพุทธเจ้าให้เป็นซูเปอร์แมน" ลงในเฟซบุ๊ก  เนื้อหาคือการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณวิเศษของพระพุทธเจ้า  โดยเฉพาะคุณวิเศษเกี่ยวกับญาณหยั่งรู้ของพระองค์ที่ทางพระเรียกว่า "สัพพัญญู" ได้ถูกลดทอนลงเป็นเพียงอุปมาหรือคำยกย่องธรรมดา ๆ เท่านั้น

วินทร์โพสต์ข้อเขียนดังกล่าวไว้ว่า ...

 

วินทร์ เลียววาริณ



ครั้งหนึ่ง อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก พบกับนักเขียนนวนิยาย ซี. เอส. ลูวิส (C. S. Lewis - ผู้เขียน “The Chronicles of Narnia”) ลูวิสถามคลาร์กว่า “เส้นขอบฟ้าของโลกที่ใหญ่มาก ๆ มีเส้นผ่าศูนย์กลางเป็นล้าน ๆ กิโลเมตร จะเป็นยังไง โดยไม่ต้องคิดถึงการดูดซึมของชั้นบรรยากาศ?”

อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก ตอบว่า  ผู้ที่อาศัยบนดาวเคราะห์ดวงนั้นจะเชื่ออย่างหนักแน่นว่าพวกเขาอาศัยบนโลกที่แบนเรียบ และอาจเกิดสงครามศักดิ์สิทธิ์ระหว่างพวกที่เชื่อว่าโลกไม่มีขอบเขตสิ้นสุดกับพวกที่เชื่อว่าจะตกโลกหากหลุดจากขอบโลก  แต่หากชาวโลกดวงนั้นรู้จักสร้างยานอวกาศเมื่อไร คำถามนี้ก็จะตกไปทันที  เช่นเดียวกับที่มนุษย์โลกเราเคยเชื่อเรื่องโลกแบนบนหลังปลาอานนท์มาแล้ว จนกระทั่งเราสามารถพิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ว่าโลกกลม

แค่เปลี่ยนมุมมอง ความเชื่อก็เปลี่ยนไป!!

บทบาทของวิทยาศาสตร์จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการแสวงหาความรู้และแปลงความรู้นั้นให้เป็นปัญญา  มิเช่นนั้นความรู้นั้นก็ไร้ค่า หรืออาจเป็นอันตรายหากนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่นกรณีการใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปสร้างอาวุธร้ายแรง  ความรู้จึงต้องควบคู่กับคุณธรรมเสมอ

การถกกันแบบนักวิทยาศาสตร์ก็คือว่ากันตามเนื้อผ้า  ถ้ารู้ก็งัดเอาหลักฐานมาแสดง  ถ้าไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ และค้นหาข้อมูลต่อไป  แต่ไม่สรุปโดยที่ไม่รู้จริงหรือเพราะผู้ใหญ่บอกต่อกันมา  นี่ก็คือกาลามสูตรของพระพุทธองค์  วิทยาศาสตร์ก็คือกาลามสูตร!

“วิทยาศาสตร์” อาจเป็นคำที่ถูกเข้าใจผิดเพี้ยนมากที่สุดในโลก  ประโยคที่ได้ยินบ่อย ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ไม่สามารถทำให้คนพ้นทุกข์ วิทยาศาสตร์ไม่อาจล่วงรู้ความลับของพระเจ้า วิทยาศาสตร์ไม่สามารถรู้เรื่องเหนือธรรมชาติ ฯลฯ นั่นเพราะเราเข้าใจว่าวิทยาศาสตร์คือห้องทดลอง คือยานอวกาศ คือเครื่องมือไฮเทคทั้งหลาย

แต่ความจริงคือ วิทยาศาสตร์ไม่ใช่จรวด แต่จรวดเป็นเครื่องมือของวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เทคโนโลยีเกิดจากวิทยาศาสตร์ ฯลฯ

วิทยาศาสตร์คือกระบวนการค้นหาความจริงเท่านั้นเอง

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า พุทธศาสนาก็เกิดมาจากวิทยาศาสตร์ เพราะพุทธศาสนาใช้กระบวนการค้นหา ทดสอบจนพบความจริง  พระพุทธเจ้าก็คือนักวิทยาศาสตร์เพราะพระองค์ไม่ได้ทรงรู้มาจากการนั่งเทียนคิดฝันเอาเอง ทรงทดลองจนเข้าใจและรู้

หลายคนชอบเปรียบเทียบวิทยาศาสตร์กับศาสนา เช่น เห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นของปลอม พุทธเป็นของจริง  การเปรียบเทียบแบบนี้ก็เหมือนการบอกว่าแตงโมดีกว่ารถยนต์ หรือปลาช่อนดีกว่าดาวพฤหัส เป็นคนละเรื่องกัน!

หลายคนก็ชอบพูดว่า พระองค์ทรงสร้างบุญบารมีมาหลายแสนชาติ  หากเป็นจริง พระองค์ก็คงปรากฏมาก่อนโฮโมซาเปียนส์!  หากแย้งดังนี้ หลายคนก็จะโยงเข้าเรื่องชาติในอีกมิติหนึ่ง หรือเวลาบนสวรรค์ ฯลฯ อะไรก็ได้ที่ทำให้รู้สึกดีว่าพระองค์ไม่ใช่มนุษย์

หนังสือเกี่ยวกับศาสนาพุทธจำนวนมากพยายามยกพระพุทธเจ้าให้เป็นซูเปอร์แมน ซึ่งพอเป็นที่เข้าใจได้  เมื่อเราชื่นชมบุคคลสำคัญสักคนหนึ่งอย่างมาก คำชื่นชมนั้นก็อาจเลยเถิดได้ไม่ยาก  และตำนานที่เล่าไม่ว่าทางพุทธหรือคริสต์ก็คล้าย ๆ กัน เช่น พระพุทธเจ้าประสูติแล้วทรงดำเนินได้เจ็ดก้าว พระเยซูเดินบนผืนน้ำ ฟื้นจากความตาย บ้างว่าพระพุทธเจ้าทรงเชี่ยวชาญทุกศาสตร์ หรือทรงเป็นสัพพัญญู รู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในจักรวาล จิตสามารถเดินทางถึงทุกที่ทันทีในจักรวาล ฯลฯ

มองในมุมของฟิสิกส์ การเป็นสัพพัญญูรู้ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในจักรวาลเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ หากบุคคลนั้นมีอายุยืนสักล้านล้านล้านปี สมองมีขนาดเท่าดาราจักรเพื่อสามารถบรรจุข้อมูลทั้งหมดของจักรวาล และความคิดหรือจิต (ในการรับส่งข้อมูล) ต้องเดินทางเร็วกว่าแสงล้านเท่า!

จักรวาลใหญ่โตมหาศาล  การเดินทางจากขอบหนึ่งของทางช้างเผือกไปยังอีกขอบหนึ่งอาจกินเวลายาวนานเกินอายุของอารยธรรมมนุษย์หลายล้านรอบ  การเดินทางด้วยความเร็วแสงจากโลกไปยังขอบจักรวาลที่กำลังขยายตัวยังต้องกินเวลานับล้าน ๆๆ ปี  ข้อมูลเกี่ยวกับดาวทุกดวง ชีวิตทุกชีวิต รายละเอียดทุกอย่างของจักรวาล มีมากมายมหาศาล  หากเป็นข้อมูลดิจิทัล เครื่องคอมพิวเตอร์ก็คงต้องกินพื้นที่เท่าดาราจักร  ความรู้ทุกสิ่งทุกอย่างยังหมายถึงการรู้ตำแหน่งของอนุภาคทุกตัวในจักรวาล  ยังมิพักเอ่ยถึงจักรวาลอื่น! (หากมี)

ในทำนองเดียวกัน หากพระเจ้าเป็นผู้สร้างจักรวาลและดูแลทุก ๆ รายละเอียดของทุก ๆ โลกในจักรวาล ก็ต้องเป็นพระเจ้าที่มีความสามารถคิด-รับข้อมูลได้เร็วกว่าแสงล้าน ๆ เท่า

หากมองแบบ Occam’s razor คือมองแบบง่าย ๆ ตัดทางเลือกที่รุ่มร่ามทิ้งไปให้หมด เป็นไปได้ไหมว่า คำว่า “สัพพัญญู” เป็นเพียงนามธรรม หรืออุปมา หรือคำยกย่องธรรมดา ๆ นี่เอง?

-----------------------------------------------

ท่อนหนึ่งจาก “ปลาที่ว่ายนอกสนามฟุตบอล”

วินทร์ เลียววาริณ


 

เรื่องนี้ว่าไปแล้วถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะคำวิจารณ์ของวินทร์นั้นสวนทางกับข้อมูลในพระไตรปิฎกที่ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความสามารถของพระพุทธเจ้าอันเหนือขีดจำกัดของมนุษย์ธรรมดาไว้อย่างมากมายมหาศาล ...

ชนิดที่ว่า ถ้าวินทร์จะเห็นต่างหรือโต้แย้งก็ควรจะ "ออกแรง" ให้มากกว่าแค่นั่งคิดและวินิจฉัยด้วยกรอบความคิดแบบวิทยาศาสตร์ (ที่มีคนวิจารณ์ว่าเป็นความงมงายชนิดหนึ่งด้วยซ้ำ...คืองมงายตรงที่ว่า อะไรจะถูกต้องเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อได้รับการรับรองโดยวิทยาศาสตร์เท่านั้น)

มิใช่หงายการ์ด "กาลามสูตร" (อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังคัมภีร์หรือฟังคนอื่นบอกต่อ ๆ กันมา) เรียกร้องให้ชาวพุทธงัดเอาหลักฐานออกมาแสดง ... ทั้งที่ตัวเองก็ติดกับดักของ "กาลามสูตร" (อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะใช้เหตุผลเก่งหรือเข้ากันได้กับทฤษฎีที่ตนเองเชื่อ) เหมือนกัน!!

---------------------------------------------------------------

 

ณัฐวุฒิ แจ๊ดสูงเนิน / สำนักข่าวทีนิวส์ : รายงาน


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน