พล.ต.อ.อชิรวิทย์ เชื่อ ชมพู่ หลงป่า

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ เชื่อ "ชมพู่" หลงป่า

Publish 2020-07-14 09:49:24


จากกรณีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ ที่หมู่บ้านกกกอก ด้าน พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาเปิด ต่อกรณีข้อสมมติฐานการเสียชีวิตของน้องชมพู่ ที่เมื่อ 1 เดือนที่แล้วตนได้ออกมาระบุว่า น้องชมพู่อาจจะเดินหลงเข้าไปในป่าและเสียชีวิตว่า จนถึงตอนนี้ที่คดีสืบสวนสอบสวนมา 60 กว่าวันแล้วนั้น 
 

 

ยอมรับว่าตนได้ติดตามคดีนี้ห่างๆ และไม่ได้เครียด ถือว่าเป็นคดีปกติ แต่อยากจะฝากไปถึงประชานชนและสื่อมวลชนว่าที่ออกมาพูดเหมือนเดือนที่แล้วเพราะเคยอยู่ในพื้นที่ตรงที่เกิดเหตุ รู้จักคนพื้นที่และคนในพื้นที่ว่ามีสภาพสังคมวัฒนธรรมอย่างไร และเคยเข้าไปทำภารกิจจิตวิทยาในสมัยนั้น เมื่อเข้าใจและเห็นสภาพพื้นที่ จึงกล้าที่จะออกมาพูด

 

 

ส่วนคดีน้องชมพู่นั้น ขอย้ำว่าตนไม่เคยสรุปคดี แต่มีสื่อมาสอบถามถึงความเป็นไปได้ จึงบอกไปว่า ถ้าการสอบสวน-สอบสวนแสวงหาพยานและหลักฐานได้ทำอย่างละเอียดถี่ถ้วนครบทุกกรณีแล้ว แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานจะพิสูจน์ความผิดว่าผู้ใดผิดหรือเป็นผู้ต้องสงสัย จึงเหลืออยู่ประเด็นเดียวที่น้องชมพู่อาจจะเข้าไปหลงป่าเอง แต่ที่ผ่านมาก็มีหลายประเด็นที่พูดคุยกัน รวมถึงสื่อไปเปิดประเด็นที่นอกเหนือจากข้อเท็จจริง และกฎหมาย ทำให้คนที่เสพสื่อหลงผิดและเห็นคล้อยไปตามสื่อต่างๆ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์

 

 

การทำงาน ตลอดระยะเวลากว่า 60 วันที่ผ่านมา ได้ไปสอบถามกับชาวบ้านที่สนิทเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้สามัคคีธรรมของคนในหมู่บ้านที่เคยอยู่กันอย่างสงบนั้นไม่มีอีกแล้วเพราะต่างคนต่างระแวงกันเองว่าจะใครจะมาให้ปากคำและสัมภาษณ์ใส่ร้ายป้ายสี วันนี้จึงตัดสินใจออกมาให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐทีวีอีกครั้ง เพราะกว่า 60 วันที่ผ่านมา ตำรวจได้ใช้ขีดความสามารถทั้งทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยี และทีมงานที่เข้มแข็ง มีประสบการณ์ ทั้งทีมงานที่ปฏิบัติภารกิจแสวงหาพยานหลักฐานในป่า 
 

 



ซึ่งสั่งตรงมาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทีมงานสืบสวนสอบสวนมือดีในตำรวจนครบาล-สอบสวนกลาง รวมทั้งหน่วยปราบปรามยาเสพติด และทีมงานที่มีฝีมือดีด้านเครื่องมือ ช่วยให้การสืบสวนได้ข้อเท็จจริงมากที่สุด รวมไปถึงทีมพิสูจน์หลักฐานระดมทรัพยากร 7 ทีม ซึ่งระยะเวลากว่า 60 วันที่สืบสวนคดี หมดค่าใช้จ่ายไปแล้ว 2 ล้านบาท

 

 

"จึงอยากให้ประชาชนมั่นใจในกระบวนการทำงานของตำรวจ พร้อมยอมรับว่าคดีน้องชมพู่เป็นคดีแรกและคดีเดียว ที่ตำรวจทำงานยากที่สุด รวมถึงหมดค่าใช้จ่ายมากที่สุดเท่าที่เคยทำคดีมา"

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ ยังกล่าวอีกว่า การสอบสวบและสืบสวนทุกอย่างจะต้องทำภายใต้กรอบกฎหมายโดยยึดพยานและหลักฐานเป็นหลัก เมื่อคดีนี้ขาดทั้งพยานและหลักฐานตำรวจก็จะไปออกหมายจับหรือเรียกใครมาสอบสวนไม่ได้ เพราะจะเกิดความเสียหายกับตำรวจได้ ดังนั้นตำรวจยุคนี้จึงต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ระเบียบวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง แต่คดีนี้กว่า 60 วันที่ผ่านมาไม่มีทั้งพยานบุคคล ประจักษ์พยาน หรือพยานแวดล้อมแม้แต่คนเดียว ไม่มีใครเห็นว่าน้องชมพู่เดินไปกับใคร 

 

 

ซึ่งตอนนี้จึงเหลือเพียงแค่วัตถุพยาน แต่กว่า 60 วันที่สอบสวนสืบสวนตำรวจได้ปูพรมค้นหาก็ยังไม่พบวัตถุที่ต้องสงสัยว่าในขณะที่น้องชมพู่เสียชีวิตมีใครอยู่ในพื้นที่หรือพาเข้าไปในป่า เพราะถ้ามี ตนเชื่อว่าแม้แต่ชิ้นเดียวก็คงไม่หลุดไปจากสายตาตำรวจ ส่วนวิธีเสาะหาพยานทางไสยศาสตร์นั้นก็ไม่สามารถนำไปพิสูจน์ความผิดในชั้นศาลได้ จึงทำได้แค่ได้ดูได้ฟังและวิพากษ์วิจารณ์กันเท่านั้น

 

 



ดังนั้น จึงเหลือสมมติฐานเดียวที่มีความเป็นไปได้ คือ น้องชมพู่เดินหลงเข้าไปในป่าเองและจากการติดตามข่าวสารก็ทราบมาว่าน้องชมพู่เป็นคนรักสุนัข แมว และก็เป็นปกติของผู้ที่รักชื่นชอบสัตว์ ก็จะวิ่งไล่วิ่งตาม โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุระหว่าง 3-5 ปี จึงตั้งข้อสงสัยว่า "ใครเป็นคนนำน้องชมพู่ไป" ขณะเดียวกันหลังจากที่ตนตั้งสมมติฐานข้อนี้ไปก็ได้ไปค้นคว้าหลักฐานทางวิชาการ ขีดความสามารถทางการแพทย์ของเด็กอายุ 3-4 ขวบ พบว่าพฤติกรรมความสามารถไม่ว่าจะถอดเสื้อผ้า หรือการวิ่งและเคลื่อนไหวเด็กในช่วงอายุนี้จะรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่

 

 

และข้อสงสัยสุดท้ายคือ ลักษณะการตายของน้องชมพู่ จากการพิสูจน์ทางนิติเวชครั้งแรก ก็ไม่พบการทำร้ายร่างกาย แต่พบว่าร่างกายขาดน้ำ ตอนนี้ต้องกลับไปดูสำนวนชันสูตรพลิกศพที่ตำรวจจะเสนอต่อศาล เพื่อให้ศาลสั่งในสำนวนชันสูตร รอฟังคำสั่งศาล เพราะเมื่อศาลไต่สวนแล้ว ศาลจะบอกว่าสาเหตุการตายนั้นตายเมื่อไหร่ ตายด้วยวิธีใด และใครทำให้ตาย 

เพราะเมื่อศาลสั่งแล้วเรื่องก็จะจบลง แต่คดีเมื่อยังไม่มีผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหากระทำผิด โดยหลักของการสอบสวนตำรวจจะทำสำนวนแค่นี้ แล้วรอให้ศาลสั่ง ถ้าศาลสั่งออกมาว่าความตายของน้องชมพู่มีผู้อื่นทำให้ตาย นั่นถึงจะมาเปิดสำนวนฆาตกรรมตั้งข้อกล่าวหาว่าฆ่าผู้อื่น

 

 

ทั้งนี้ ตนได้สอบถามไปที่หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดี แต่ด้วยกระแสของสังคมตำรวจและกระแสสื่อ ได้เปิดสำนวนชันสูตรเพื่อเสนอต่อศาลไต่สวน และสำนวนคดีฆาตกรรมซึ่งถ้าศาลสั่งเป็นอย่างอื่นออกมาแล้วก็ว่ากันไป ก็ต้องปิดสำนวนฆาตกรรม แต่ถ้าศาลสั่งออกมาว่าถูกคนอื่นทำร้ายตาย สำนวนฆาตกรรมก็ต้องแขวนไว้ ทำการสืบสวนสอบสวนไปจนครบ 1 ปี พนักงานสอบสวนยังไม่มีหลักฐานก็จะหยุด โดยทำหนังสือของดการสอบสวนต่อพนักงานอัยการ หากพนักงานอัยการเห็นควรงด คดีนี้ก็ปิดจนกว่าจะมีหลักฐาน พยานใหม่

 

 

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ข้อสมมติฐานที่ตนตั้งว่า น้องชมพู่เดินตามสัตว์แล้วหลงเข้าไปในป่าเองนั้น จะตรงกับตำรวจตั้งไว้หรือไม่ก็ได้ เพราะในฐานะที่เคยสืบสวนคดีมาหลายสิบคดี มีทั้งคดีเด็กหาย เด็กถูกทำร้ายตาย และในฐานะที่เป็นอาจารย์สอนวิชาสืบสวนสอบสวนให้ลูกศิษย์ ให้กับตำรวจ จึงตั้งสมมติฐานการเสียชีวิตของน้องชมพู่ขึ้นมา และย้ำว่าคดีนี้จะจบอย่างไรนั้นอยู่ที่ศาลจะออกคำสั่งสำนวนชันสูตร ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะจบด้วยวิธีและกระบวนการของศาล 
 

ด้าน นพ.ศักดิ์สิทธิ์ บุญลักษณ์ หัวหน้ากลุ่มงานนิติเวช โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ผู้ผ่าชันสูตรศพน้องชมพู่คนแรก เปิดเผยผลชันสูตรศพอย่างละเอียด กับที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯของรัฐสภา 

 

 

โดยระบุว่า ได้ทำการชันสูตรศพเมื่อเวลาบ่าย 14.00 น. ของวันที่ 15 พ.ค. 63 ยืนยันสภาพศพภายนอกมีเพียงร่องรอยขีดข่วนที่อาจเกิดจากกิ่งไม้ ซึ่งรอยขูดขีดจะกระจายเป็นกลุ่ม ๆ พบมากที่สุดบริเวณแผ่นหลัง เหนือข้อเท้าด้านซ้าย ซึ่งเป็นร่องรอยที่เกิดขึ้นขณะยังมีชีวิต ส่วนอวัยวะภายใน มีหลายส่วนเริ่มเน่าจนไม่สามารถตรวจพิสูจน์ได้

 

 

ทั้งนี้ ยืนยันว่าสมองและปอดไม่พบความผิดปกติที่เกิดจากการทำร้ายร่างกาย มีเพียงการเน่า กระโหลกศีรษะไม่พบการแตกร้าว คอไม่หัก ไม่มีรอยฟกช้ำ กระเพาะอาหารไม่มีอาหารหลงเหลืออยู่ มีเพียงของเหลว 10 มิลลิลิตร อวัยวะเพศไม่พบร่องรอยที่เกิดจากการถูกล่วงละเมิด ซึ่งหากไม่พบร่องรอยการทำร้ายร่างกาย มีความเป็นไปได้กรณีเด็กพลัดหลงป่าจนขาดอาหาร ขาดน้ำจนเสียชีวิต

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน