สารวัตรแรมโบ้ ฟันธง สะดิ้งกลับคำไม่หลับ จ่อมัดคนอุ้มชมพู่

สารวัตรแรมโบ้ ฟันธง สะดิ้งกลับคำไม่หลับ จ่อมัดคนอุ้มชมพู่

Publish 2020-07-15 14:38:35


จากกรณีการเสียชีวิตปริศนาของ “น้องชมพู่” อายุ 3 ขวบ เหตุเกิดที่บ้านกกกอก อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 63 กระทั่งไปพบศพกลางป่าบนเขาภูเหล็กไฟ ห่างจากบ้าน 5 กม. ขณะที่ตำรวจกำลังเร่งหาหลักฐานเพื่อตรวจหาDNAแฝงแต่ผ่านไปเดือนกว่าแล้วก็ยังไม่สามารถคลี่คลายคดีได้

 

หลังจากนั้นเมื่อลุงพลทราบเรื่องที่แม่น้องชมพู่สงสัยก็เกิดความเสียใจเป็นอย่างมากไม่คิดว่า แม่น้องชมพู่จะคิดแบบนี้กับตน จึงประกาศตัดญาติ เรื่องราวเริ่มบานปลายเพราะต่างฝ่ายๆต่างแฉกันไปมา และเรื่องราวดังกล่าวมีชาวโซเชี่ยลจำนวนมาก เกรงว่าลุงพลจะโดนหมายจับ และเชื่อว่าลุงพลไม่ได้ทำแน่นอน

 




ส่วนที่มีการพบเส้นผมของน้องชมพู่ ถูกตัดด้วยของมีคม อยู่บริเวณจุดพบร่าง เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานชี้ว่า ลักษณะของผมที่ถูกตัด ค่อนข้างชัดเจนว่าเด็กไม่สามารถตัดเองได้ หากไม่มีมีดหรือกรรไกรติดไปด้วย ซึ่งประเด็นนี้ ยังเป็นปริศนาที่เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวนยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า น้องชมพู่ อยู่ลำพังในจุดเกิดเหตุก่อนเสียชีวิต

 

 

ล่าสุด ขณะที่ตำรวจกำลังเร่งหาหลักฐานเพื่อตรวจหาดีเอ็นเอแฝง ล่าสุดมีปมที่ระบุว่าพี่สาวของน้องชมพู่ไม่ได้หลับวันที่น้องชมพู่หายตัวไป แต่อาจไม่ได้หลับและเล่นโทรศัพท์อยู่ที่หน้าบ้าน จากข้อมูลพบว่ามีการเล่นแอปฯ TikTok จนถึงเวลา 09.45 น.

 

โดยครอบครัวของน้องชมพู่ ตัดสินใจส่งศพเด็กหญิงไปชันสูตรเป็นครั้งที่ 2 ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ระบุว่า แพทย์ไม่พบสาเหตุการตาย แต่พบบาดแผลตามร่างกาย ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้ขัดแย้งกับผลชันสูตรครั้งแรกที่ระบุว่า ไม่พบการล่วงละเมิดทางเพศ มีเพียงรอยขูดขีดที่เกิดขึ้นขณะยังมีชีวิต และรอยมดกับรอยแมลงเจาะ ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

 

 

ล่าสุดวันที่ 14 ก.ค.63 พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือ ผู้การแต้ม มือปราบหูดำ หลังผ่านคดีกว่า 60 วัน มีเบาะแสต่าง ๆ มากมายแต่สรุปสาเหตุ และคนทำไม่ได้เสียที รวมทั้งน้องสะดิ้ง อายุ 13 ปี พี่สาวน้องชมพู่ ยังกลับคำให้การพูดไม่ตรงกันว่า วันเกิดเหตุ นอนหลับ และน้องหายไป ก่อนจะมาบอกว่าไม่ได้หลับ แค่นอนเล่นมือถือ ก่อนน้องหายตัวไป พล.ต.ต.วิชัย ระบุว่า เด็กคงพูดตามที่ผู้ใหญ่แนะนำบอกให้พูด ซึ่งประเด็นนี้ต้องมาดูอีกทีว่า การที่ผู้ใหญ่สั่งให้น้องสะดิ้งพูด มีผลต่อรูปคดีหรือไม่ เกี่ยวข้องหรือไม่ ส่วนเด็กคงไม่คิดอะไร อย่างเช่น น้องสะดิ้งบอกว่าเล่นโทรศัพท์ พอจะมีการสอบปากคำ พ่อแม่อาจจะบอกว่า ไม่ต้องพูดอะไรมาก ให้บอกว่าหลับแค่นั้นจบตัดปัญหา

 

ส่วนจะมีผลต่อรูปคดีหรือไม่ ตนมองว่า ไม่น่าจะมีผลต่อรูปคดี แต่ถ้าเกิดคำโกหกไปเกี่ยวข้องกับทางคดี มันถึงจะมีน้ำหนัก แต่คำให้การลักษณะนี้ตนว่าแม่ต้องการให้ลูกโกหก เพื่อไม่ให้เกี่ยวข้องกับคดี แต่ถ้าหาสาเหตุให้หาจากแม่ดีกว่าลูกคงไม่เกี่ยว นอกจากนี้ประเด็นที่ว่าจะมีโอกาสสูงหรือไม่ที่ตำรวจจะสรุปผลว่า น้องชมพู่เดินไปบนเขา และเสียชีวิตเอง หลังผลชันสูตรออกมาว่า ไม่พบสาเหตุการเสียชีวิต พลตำรวจตรีวิชัย ระบุว่า ตำรวจเวลาจะทำอะไร จะยึดตามหลักฐาน คือ 1.พยานบุคคล 2.พยานวัตถุ และ 3.พยานนิติวิทยาศาสตร์ แต่พยานบุคคลขณะนี้แทบไม่มีแล้ว เหมือนว่าลักษณะนี้ตำรวจไม่สามารถหาใครมาเป็นพยานบุคคลชี้ชัดผู้ต้องสงสัยได้ ส่วนพยานวัตถุในคดีนี้ไม่มี

 

 

สุดท้ายต้อง รอผลนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งตอนนี้ออกมาแล้วว่า เด็กเสียชีวิตเอง ตำรวจเลยต้องยึดหลักตามนิติวิทยาศาสตร์ และหากเชื่อตามนิติวิทยาศาตร์ ตำรวจต้องทำให้ประชาชนเชื่อด้วย

1.บอกให้ได้ว่า เด็กวัย 3 ขวบ เดินขึ้นเขาสูงชันได้หรือไม่ เพราะทางสูงชันมีชั้นหิน เด็กเดินได้หรือไม่ ต้องตอบประชาชน
2.ถ้าเด็กเดินเอง หลง ป่าและเด็กไปนั่งถอดรองเท้า ทิ้งไว้ทำไม มันเป็นไปได้อย่างไร ตำรวจต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ และ
3.ทำไมเด็กต้องแก้ผ้า เสื้อหายไปไหน วันแรกหาไม่เจอ วันต่อ ๆ มา ต้องหาให้เจอ ต้องไขข้อข้องใจ ไม่ใช่ปล่อยผ่านไป ไม่ไขข้อข้องใจประชาชน

 

พลตำรวจตรีวิชัย ระบุว่า ตำรวจต้องหาคำตอบข้างต้น เพราะถ้าตำรวจอ้างอิงจากผลนิติวิทยาศาสตร์ มาปิดคดีน้องชมพู่ สังคมก็ต้องสงสัย เพราะผลนิติวิทยาศาสตร์ที่ออกมา ชี้อย่างเดียวกันไม่มีสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งต้องระบุให้ได้ว่าไม่มีอาหารจากอดน้ำอดอาหาร หรือจากอะไร ไม่ใช่ว่าไม่มีร่องรอยฆาตกรรมแล้วคดีจบ และยังต้องตอบคำถามชัดเจน สังคมจะได้เชื่อถือ ตนเข้าใจและเห็นใจตำรวจ แต่ว่าตำรวจต้องตอบให้ได้ ยิ่งขณะนี้สังคมแครงใจว่า คุณทำไม่ได้หรือไม่ ถึงไปปิดคดีว่าเดินขึ้นไปตายเอง

 

 



ด้านพ.ต.อ.สุรโชค เจษฎาเดช ฉายาสารวัตรแรมโบ้ อดีตผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ และอดีตสารวัตรกองปราบนครบาล ออกมาวิเคราะห์ว่า หากน้องสะดิ้งโกหก หรือไม่พูดความจริง ส่วนตัวมองว่าน้องสะดิ้งน่าจะกุมความลับไว้หลายเรื่อง การโกหกของน้องสะดิ้งที่ไปพูดกับแก๊งจำปาว่า นอนหลับ น่าจะมีผลต่อรูปคดี คดี จะเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน หากน้องสะดิ้งพูดความจริงทุกอย่างคดีจะเปลี่ยน เชื่อว่าพ่อแม่และน้องสะดิ้งรู้ดีที่สุด รวมทั้งหากชาวบ้านมีข้อมูลอะไร ก็อยากให้บอกเจ้าหน้าที่ให้หมด

 

ส่วนเรื่องผลชันสูตรออกมาว่า ไม่ปรากฎสาเหตุการตาย และน้องอาจจะเดินขึ้นภูเขาไปเสียชีวิตเอง ตนมองว่าเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากตนออกกำลังกายเป็นประจำ ด้วยการเดินขึ้นเขากับสุนัขพันธุ์บางแก้ว แค่บริเวณตีนเขา ไม่ใช่บนป่าที่แบบน้องชมพู่ไปเสียชีวิต ระยะทางที่ออกกำลังกายไปกลับประมาณ 2 กิโลเมตร ตนยังเหนื่อย สุนัขยังยอมถอย ดังนั้นมั่นใจว่าน้องชมพู่ ไม่น่าจะเดินขึ้นเขาไปได้

 

ส่วนรอยแผลที่พบบนแผ่นหลัง และข้อเท้า ของน้องชมพู่ ตั้งข้อสังเกตว่าร่องรอยที่เห็นนั้น จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า เด็กอาจจะถูกไม้เรียวตี หรือถูกทำโทษ ถ้าเป็นแบบนั้น ขนาดผู้ใหญ่เรียกว่าสาหัสได้เลย อยากถามหมอว่า หากเด็กโดนตีช่วงก่อนอาหารค่ำวันที่ 10 พ.ค.63 เด็กจะมีโอกาสช็อก และเสียชีวิตหรือไม่

 

 

เมื่อสรุปการวิเคาะห์จาก พล.ต.ต.วัชัย สังข์ประไพ ระบุว่า ไม่น่าจะมีผลต่อรูปคดี ส่วนพ.ต.อ.สุรโชค เจษฎาเดช ระบุว่า มีผลต่อรูปคดี และรศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า หากผลจากนิติเวช แพทย์ได้ลงความเห็นว่า ไม่พบสาเหตุการตาย ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนทำให้ตาย และไม่สามารถทำให้คดีจบลง โดยในทางคดีก็จะระบุไว้ว่ายังไม่พบผู้กระทำความผิด เพราะหากปิดคดีแล้ว แต่ผู้ร้ายตัวจริงก็ยังสามารถลอยนวลอยู่ในสังคมได้ ดังนั้นวิธีการสอบสวนจึงต้องเปิดไว้กว้าง ๆ

 

นางสมพร หลาบโพธิ์ ป้าน้องชมพู่ กล่าวว่า ตนไม่เคยได้ยินเสียงอย่างที่นางตุ่นบอก เพราะในช่วงนั้นมีชาวบ้านตามหาค่อนข้างเยอะ ตนเองได้ยินเพียงในข่าว ไม่น่าจะเป็นคนร้าย แต่น่าจะเป็นชาวบ้านที่ออกตามหา สำหรับกรณีของน้องสะดิ้งที่ให้ข้อมูลกลับไปกลับมา ตนก็ไม่กังวล เพราะที่ผ่านมาตนก็แสดงความบริสุทธิ์ใจมาเสมอ ซึ่งยอมรับว่ารู้สึกกลัว แต่ก็ไม่ได้กังวลใจอะไรขนาดนั้น และตนก็อยากให้เจ้าหน้าที่ฟังตนบ้าง แต่เมื่อมีอะไรที่กังวล ทุกครั้งมันก็ผ่านไปได้ จึงไม่อยากคิดอะไรมากแล้ว

 

 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

อำมฤทธิ์ สุระสังข์
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์

;